หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
ภายในระบบ
หลักสูตร
รายละเอียดประจำวิชา
เอกสารประกอบการสอน
ตำราวิชาการ
บทความวิชาการ

หน้าหลัก » วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ » จะเจรจา หรือจะรบ จะจบด้วยสันติวิธี หรือรุนแรง
 
เข้าชม : ๔๗๒ ครั้ง

''จะเจรจา หรือจะรบ จะจบด้วยสันติวิธี หรือรุนแรง''
 
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. (2560)

 

 

       ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของหมู่มนุษย์ ในทุกสนามรบ ในทุกการต่อสู้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม การเจรจาต้องเข้ามามีบทบาทเสมอ เพราะหากเลือกได้ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่มุ่งมาดปรารถนาเข้าสู่สนามรบ โดยปราศจากการเจรจา การเจราเป็นเครื่องหมายของสันติวิธี การรบเป็นเครื่องหมายของสงครามและความรุนแรง ทั้งนี้ การเจรจาและการรบมีพัฒนาการของมันเสมอ กล่าวคือ

 

       (1) เริ่มต้นจากการเจรจา หรือหาคนกลางเข้ามาร่วมเจรจาหาทางออก
       (2) ดำเนินการเจรจา หรือหาคนกลางมาร่วมเจรจาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
       (3) เข้าสู่กระบวนการรบ เพราะเจรจาไม่สำเร็จ
       (4) ในขณะที่กำลังรบก็ยังสามารถเจรจา หรือหาคนกลางมาร่วมเจรจาได้
       (5) เมื่อพยายามเจรจาหรือหาคนกลางเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ 
       (6) การรบแบบแตกหักระหว่างคู่กรณีจึงเกิดขึ้น

 

       สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ  ทุกสนามของการรบ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียทั้งสองฝ่าย จะมีรายจ่ายที่คู่กรณีต้องจ่าย ทั้งการสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อ โอกาส แต่ในสนามของการเจรจา หรือการหาคนกลางมาร่วมเจรจา ย่อมก่อให้เกิดผลดีทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการของแต่ละฝ่าย เข้าใจข้อกังวลและห่วงใยของแต่ละฝ่าย การเจรจานั้นต้องยึดประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้ หรือพอจะยอมรับได้

 

       การเจรจานั้นจะบรรลุผลไม่ได้ ถ้าการเจรจาขาดความจริงใจ  ขาดความเชื่อมั่น และมีวาระซ่อนเร้น การเจราจาจะล้มเหลว ถ้าคู่กรณียึดเอาจุดยืนของตัวเองเป็นที่ตั้ง จะเอาทั้งหมด จะให้ได้ทั้งหมด ไม่ถอย ไม่เปิดทาง ให้แก่คู่กรณี ประตูของการเจรจาจึงปิดตัวลง โอกาสของทางออกจึงหดหาย โอกาสทำลายจึงเกิดขึ้น จุดที่ต้องระวังก็คือ อย่าใช้การเจรจาเป็นข้ออ้างเพื่อนำไปสู่การรบ เจรจาไม่ได้ผล เสียเวลาในการเจรจา สันติวิธีจึงไม่กำหนดเวลา สันติวิธีจึงไม่กำหนดเส้นตาย สันติวิธีรอโอกาส สันติวิธีให้โอกาส โอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน รักกัน และห่วงใยกัน

 

       เริ่มเจรจา เริ่มเรียนรู้ เริ่มเข้าใจ เริ่มเข้าใกล้ทางออก

 

       พื้นฐานสำคัญของการเจรจาจากมุมมองและแนวปฏิบัติของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าให้หลัก "ติณวัตถารกะ" ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับจัดการความขัดแย้งที่เรียกว่า "อธิกรณสมถะ" ติณวัตถารกะ แปลตามศัพท์ว่า "กลบด้วยหญ้า" แปลภาษาชาวบ้านว่า "การประนีประนอม" หรือ "Compromising" การเจรจาแบบประนีประนอมจึงต้องมีความยืดหยุ่น และผ่อนสั้นผ่อนยาวกันและกันค่อนข้างสูงมาก การเจรจาประนีประนอมต่อกรณีการแย่งชิงตัวประกัน และการเจรจากับกลุ่มม๊อบ (Mop) ที่ต้องการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง นับว่ายุ่งยากมาก และมีตัวแปรที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน

 

       อย่างไรก็ตาม การเจรจาแบบติณวัตถารกะ หรือประนีประนอมกับประเด็นทางศาสนาและความเชื่อ นับว่ายุ่งยากมากกว่านั้นหลายเท่า เพราะเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนใดส่วนเสียซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับจิตใจและความเชื่อมากกว่าผลประโยชน์ และความต้องการ ผู้ทำหน้าที่ประนีประนอมจะใช้อำนาจเหนือ (Over Power) เข้าไปข่มขู่ ข่มเหง ทับถม หรือครอบงำไม่ได้ แต่ควรใช้อำนาจร่วม (Power with) กับอำนาจทางปัญญา (Power Wisdom) เข้าไปช่วยร่วมมือกันหาทางออก หรือทางเลือกที่เป็นไปได้ และสามารถยอมรับได้บนฐานของความจริง (Fact) มากกว่าอารมณ์ (Feeling) ที่ถูกยั่วยุจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

       เมื่อคู่กรณีเริ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจา ทันใดนั้น ประตูของความสัมพันธ์ และประตูของความสำเร็จเริ่มเปิดตัวออกมาให้คู่กรณีได้เห็น เพราะคู่กรณีได้เริ่มต้นในการที่จะเรียนรู้ และเข้าใจทิศทางที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ:Right Understanding) ว่า ในเบื้องลึกของหัวใจนั้น อะไรคือผลประโยชน์ และต้องการที่แท้จริงของคู่เจรจา อะไรคือผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่สังคม และที่สำคัญที่สุดคือ "พระพุทธศาสนา" การเจรจาจึงต้องเปิดทางให้คู่กรณีได้มีทางออกหรือทางลงเสมอ ทางออกและทางลงจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคู่กรณีโดยตรง แต่เป็นประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับพระพุทธศาสนาในสังคมไทย ฉะนั้น การเจรจาแบบประนีประนอม หรือติณวัตถารกะ จึงควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำว่า "ต้องแบบนั้น ต้องแบบนี้ ต้องเอาแบบนั้น ต้องเอาแบบนี้ แบบนั้นไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ทำแบบนั้นผิด ทำแบบนี้ถูก" ในทางกลับกัน ควรเน้นว่า "เป็นไปได้ไหม พอจะรับได้ไหม ถ้าแบบนี้ไม่ได้แล้ว แบบไหนคิดว่าเหมาะสมและดีกว่า หรือมีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกไหม"

 

       ถ้าคู่กรณีจริงใจ และตั้งใจที่จะหาทางออกร่วมกัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์อื่นแบบแฝง (Hidden Agenda) แล้ว เชื่อมั่นว่า ย่อมค้นพบทางเลือกที่ดีที่สุดที่คู่กรณีสามารถจะยอมรับ หรือพอจะยอมรับได้เสมอ (Best Alternative) ขอเพียงแต่ว่า อย่าตั้งธงเอาไว้ก่อนเจรจา เราต้องชนะ คนอื่นต้องแพ้ เราต้องได้ คนอื่นต้องเสีย เพราะบนเวทีการเจรจา ไม่มีใครได้ 100% และไม่มีใครเสีย 100% เพราะหากคิดแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว คู่กรณีจะไม่ยอมขึ้นสู่โต๊ะของการเจรจา ฉะนั้น การเจรจาจึงมีได้มีเสียในวิถีที่คู่กรณีสามารถยอมรับได้ หรือยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้

 

       การเจรจาจึงไม่มีคำว่า "ล่ม" หรือ "ล้มเหลว" หากคู่กรณีมุ่งหวังที่จะหาทางออกร่วมกัน เพราะการเจรจาที่ดี และสมบูรณ์แบบนั้น ไม่ได้จบแค่รอบเดียวเท่านั้น เพราะยิ่งสถานการณ์ผ่านไปเรื่อยๆ ตัวแปรในการเจรจาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สถานการณ์ เวลา ความต้องการ ทางเลือก และเครื่องมือต่างๆ จึงต้องปรับให้สอดรับกับหลักสัปปุริสธรรมเสมอ เมื่อผ่านการเจรจารอบแรกแล้วในกรณีที่คู่เจรจานั้น เป็นตัวแทนไม่ใช่ตัวจริง ให้คู่เจรจานำข้อเรียกร้อง หรือความต้องการของแต่ละฝ่ายมาศึกษาวิเคราะห์ ถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้การเจรจาครั้งที่สอง หรือสาม มีความชัดเจนและตรงกับข้อเสนอมากยิ่งขึ้น

 

       ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ หากนำหลักการวิเคราะห์ผู้มีส่วนใด้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) ทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholder) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholder) มาเป็นฐานการวิเคราะห์ จะพบว่า ในฐานะที่พระพุทธเจ้าฝากและมอบหมายให้พุทธบริษัท ทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้ช่วยกันศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ่ และปกป้องพระพุทธศาสนานั้น พุทธบริษัทคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรองเลยแม้แต่คนเดียว

 

       ฉะนั้น การดูแลและเอาใจพระพุทธศาสนาจึงเป็นภาระของพุทธบริษัท อันหมายถึงบริษัทของชาวพุทธ การปฏิบัติต่อกันและกันก็ดี การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ดี จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายพุทธบริษัทในสังคมไทยว่า ได้นำหลักการ และวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้งานให้สอดรับให้สมกับการที่พระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่า "เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ เป็นศาสนาที่ยึดมั่นในขันติวาที เป็นศาสนาแห่งการแยกแยะแบบวิภัชชวาที และเป็นศาสนาทางสายกลาง" มากน้อยเพียงใด การดำเนินการ การแสดงออก หรือการตัดสินใจกระทำอยางหนึ่งอย่างใด ถ้าสอดรับกับหลักการเหล่านี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพุทธแท้ มิใช่พุทธเทียม อันจะเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปตราบนานเท่านานฯ

 

พุทฺธสาสนํ จิรํ ติฏฺฐตุฯ
ขอให้พระพุทธศาสนา ตั้งมั่นและยั้งยืนตลอดไป

 

ด้วยสาราณียธรรม
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,ร.ศ.ดร.
ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท/เอก สาขาสันติศึกษา มหาจุฬาฯ

(ที่มา: บทความทางวิชาการ)
 
 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕