หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
ภายในระบบ
หลักสูตร
รายละเอียดประจำวิชา
เอกสารประกอบการสอน
ตำราวิชาการ
บทความวิชาการ

หน้าหลัก » วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ » พระพุทธศาสนา: ศาสนาแห่งวิภัชชวาที
 
เข้าชม : ๑๑๓๖ ครั้ง

''พระพุทธศาสนา: ศาสนาแห่งวิภัชชวาที''
 
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. (2560)

 

       พระพุทธศาสนามีเอกลักษณ์พิเศษประการหนึ่ง คือความเป็น "ศาสนาแห่งวิภัชชวาที" ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบความคิดที่สำคัญและโดดเด่น พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็น วิภัชชวาท หรือ วิภัชชวาที ในคราวสังคายนาครั้งที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราชตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานสงฆ์ในการสังคายนาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีวาทะอย่างไร พระเถระทูลตอบว่า “มหาบพิตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชชวาที” คำว่า "วิภัชชวาที" หมายถึง "มีวาทะว่าด้วยการรู้จักแยกแยะ" หมายความว่า มีหลักการที่เน้นสอนให้รู้จักจำแนกแยกแยะให้เห็นถึงแต่ละด้านในทุกๆ มิติ เพื่อจะได้เข้าใจ หรือมองสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน ซึ่งจะตรงข้ามกับคำว่า "เอกังสวาท" แปลว่า "มีวาทะด้วยแง่หรือมุมเดียว แล้วอธิบายหรือตีความแบบการเหมารวม หรือตีคลุมเอาในมิติเดียว"

       ชุดความคิด "วิภัชชวาท" จะช่วยพุทธบริษัทในการวิเคราะห์ และแยกแยะสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น อันเป็นการจำแนกให้มองเห็นถึงจุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) โอกาส (Opportunities) และความเสี่ยง (Threats) ได้อย่างรอบด้าน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าไปจัดวางยุทธศาสตร์ หรือวางกลยุทธ์ต่อการบริหารจัดการ และการตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง (อัตตวาทุปาทาน) หรือยึดมั่นในจุดยืนทางความคิดของตัวเองแบบสุดโต่ง (ทิฏฐุปาทาน) จนหลงลืมข้อเสนอหรือทางเลือกที่ทรงคุณค่าจากกัลยาณมิตร

 

       "วิภัชชวาท" อันเป็นหลักการแยกแยะนั้น สามารถนำไปเป็นกรอบ หรือเป็นฐานในการประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ของการจัดการความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็น "แยกอารมณ์ออกจากคน แยกคนออกจากปัญหา แยกปัญหาออกจากการแก้ไข" ดังจะนำเสนอรายละเอียดในแต่ละประเด็นดังต่อไปนี้

 

       (1) แยกอารมณ์ออกจากคน ในขณะที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ความขัดแย้ง สิ่งที่ทำให้สถานการณ์มีความยุ่งยากและยุ่งเหยิงมากขึ้นคือ "อารมณ์" ของคู่กรณี เพราะคุมอารมณ์ที่กำลังถูกรุมเร้าจากตัวแปรต่างๆ ไม่ได้ จึงแสดงพฤติกรรมรุนแรงด้วยอาการต่างๆ เช่น การด่าทอ การข่มขู่ การว่าร้าย (อุปวาโท) และการทำร้าย (อุปฆาโต) ด้วยอาวุธต่างๆ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องแยกอารมณ์ออกไปบริหารจัดการ (Emotion Management) เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย สงบและเยือกเย็น หลังจากนั้น จึงนำเข้าสู่กระบวนการของการเจรจาพูดคุยเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดต่อไป

 

       (2) แยกคนออกจากปัญหา คนกับปัญหาไม่ใช่สิ่งเดียว คนจำนวนมากมักจะมองว่า "คนคือตัวปัญหา" จึงพยายามจัดการกับคนที่สร้างปัญหา ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มองเห็นคน จึงมองเห็นปัญหาไปพร้อมๆ กัน เพราะคนบังปัญหาเอาไว้ แต่ถ้าเราแยกคนออกไป โดยไม่ได้สนใจว่าคนนั้นเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เราจะมองเห็นหน้าตาของปัญหา (Issues Analysis) ได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อเห็นปัญหาชัดจึงเป็นโอกาสที่จะได้สืบสาวหาสาเหตุได้ชัด เพราะถ้าคนบังปัญหาจนเลือนลางแล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะค้นหาสาเหตุได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการหาเครื่องมือมาจัดการกับสาเหตุของความขัดแย้ง

 

       (3) แยกปัญหาออกจากการแก้ไข สำหรับกับดักสุดท้ายที่ดักคู่กรณีที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความความขัดแย้ง ก็คือ "ค้นพบปัญหาแล้ว" แต่กลับไปติดตันอยู่กับสภาพปัญหา จมปลักและย้ำคิดย้ำทำอยู่กับปัญหา ปัญหากลายเป็นเกราะกำบังมิให้คู่กรณีเดินหน้าไปสู่การแสวงหาหนทาง หรือเครื่องมือสำหรับการแก้ไข จึงทำให้คู่กรณีสูญเสียโอกาสในการที่จะร่วมมือกันในการแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ไขสาเหตุที่แม้จริงของปัญหา

 

       ฉะนั้น เมื่ออารมณ์ขุ่นมัวก็จะทำให้ติดตัดอยู่กับหน้าตาของคนแทนที่จะสนใจสภาพปัญหา เมื่อเจอปัญหาก็จมดิ่งอยู่กับปัญหาจนเสียเวลาร่วมมือ และระดมสมองในการแสวงหาทางแก้ไขสาเหตุของปัญหาที่กำลังก่อนตัว และทำลายความสัมพันธ์ของคู่กรณี กฏว่าด้วยการแยกแยะ (วิภัชชวาท) ทั้งการแยกอารมณ์ออกจากคน แยกคนออกจากปัญหา และแยกปัญหาออกจากการแก้ไข จึงเป็นหลักการสำคัญที่จะทำให้คู่กรณีที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของความขัดแย้งได้ใช้เป็น "กระจกเงา" สำหรับส่องดูว่าได้ดำเนินการตามแนวทางนี้มากน้อยเพียงใด

 

       สิ่งที่ต้องระวังคือ "อารมณ์" (Emotion) ตราบใดที่คู่กรณีปล่อยให้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งกินพื้นที่ของสมองซีกขวาอยู่ ย่อมเป็นการยากที่จะเปิดโอกาสให้สมองซีกซ้ายได้ใช้ปัญญาในการคิดหาเหตุผล (Reason) เพื่อหาทางออกจากหลุมพรางของความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งอีกมิติหนึ่งจึงเป็นความทุกข์ที่คู่กรณีจะต้องกำหนดรู้ (ปริญเญยยะ) ตราบใดที่ยังถูกอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำอยู่ การกำหนดรู้จะทำหน้าที่บกพร่อง และขาดประสิทธิภาพ สุดท้ายแล้ว จึงกลายเป็นคนบ้า เพราะไม่ทราบว่า การทำร้ายประหัตประหารซึ่งกันและกันเกิดขึ้นด้วยเหตุผลกลใด!?!?! ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ตรัสไว้ในปี 2535 จากกรณีความขัดแย้งทางการเมือง

 

 

พุทฺธสาสนํ จิรํ ติฏฺฐตุฯ
ขอให้พระพุทธศาสนา ตั้งมั่นและยั้งยืนตลอดไป

 

ด้วยสาราณียธรรม
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร.
ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท/เอก สาขาสันติศึกษา มหาจุฬาฯ
24 กุมภาพันธ์ 2560

(ที่มา: บทความทางวิชาการ)
 
 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕