หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
ภายในระบบ
หลักสูตร
รายละเอียดประจำวิชา
เอกสารประกอบการสอน
ตำราวิชาการ
บทความวิชาการ

หน้าหลัก » โดย พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร,ดร. » พุทธจริยศาสตร์กับปัญหาโสเภณี
 
เข้าชม : ๔๐๗๒๔ ครั้ง

''พุทธจริยศาสตร์กับปัญหาโสเภณี''
 
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (2548)

๑. ความนำ

กระแสเรียกร้องสิทธิของโสเภณี เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมปัจจุบัน โดยข้อเรียกร้องหลัก ๆ ที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ คือ ความต้องการที่จะให้สังคมรับรองอาชีพโสเภณีว่าเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย (legalized prostitution) หรืออาชีพโสเภณีไม่ใช่การก่ออาชญากรรม (lecriminalized prostitution) รวมทั้งข้อเรียกที่จะให้ได้รับบริการจากรัฐในด้านอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมกับคนในอาชีพทั่วไป ปัจจุบันได้มีกลุ่มและองค์กรที่ทำงานเรียกร้องสิทธิของโสเภณีเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการตั้ง “คณะกรรมาธิการสากลเพื่อสิทธิของโสเภณี” (ICPR, International Committee for Prostitutes’ Rights) กลุ่มนี้เรียกร้องให้มีการยอมรับอาชีพโสเภณีในระดับสากลทั่วโลก โดยได้พยายามเสนอ “กฎบัตรโลกเพื่อสิทธิของโสเภณี” (World Charter For Prostitutes’ Rights) ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีโสเภณีมากที่สุดในยุโรป คือ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ได้มีการเรียกร้องให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายมาเป็นเวลานาน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีก็ได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิของโสเภณี ในประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๗ โสเภณีประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคน ได้ชุมนุมกันที่เมืองกัลกัตตา เพื่อเรียกร้องสิทธิของโสเภณี และได้เสนอ “คำประกาศว่าด้วยสิทธิของผู้ทำงานทางเพศของอินเดีย” (Indian Sex Workers’ Rights Manifesto) พร้อมทั้งได้ตั้ง “คณะกรรมการเพื่อความร่วมมือของผู้หญิง” (DMSC, Durbar Mahila Samanwaya Committee) และในประเทศไต้หวัน ได้มีการก่อตั้ง “สมาคมโสเภณีผู้ได้รับใบอนุญาตของไต้หวัน” (TALP, Taiwan Association of Licensed Prostitutes) และ “ชุมนุมผู้ทำงานทางเพศและผู้สนับสนุน” (COSWAS, Collective of Sex Workers and Supporters) เพื่อเรียกร้องให้รัฐและสังคมยอมรับว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย

กระแสเรียกร้องเพื่อสิทธิของโสเภณีในบริบทสังคมโลกดังที่กล่าวมานี้ ได้เข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ ของวุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ได้จัดสัมมานาที่ย่านพัฒน์พงฒ์ มีกลุ่มผู้หญิงบริการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ประเด็นข้อเรียกร้องมี เรื่องหลัก คือ () ขอความเห็นใจหรือความเป็นธรรมจากสังคม () ขอให้มีกฎหมายรองรับอาชีพโสเภณี สำหรับเหตุผลที่คนกลุ่มนี้ยกขึ้นมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน เช่น

เราต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย สังคมรังเกียจตั้งแง่ต่าง เราทำอะไรผิด ทุกคนต้องทำงาน กตัญญูเลี้ยงดูพ่อแม่ของเรา อยากให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับเราบ้าง เข้าใจในความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ขอการดูแลคุ้มครองจากรัฐในฐานะพนักงานที่มีเงินเดือน ทั้งค่ารักษาพยาบาล การศึกษาที่ตรงกับความต้องการ ใบแจ้งเงินเดือนที่เอาไปทำ ธุรกรรมทางการเงินได้ ให้มีการจดทะเบียนสถานบริการต่าง ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่จดทะเบียนพวกตน ขอให้นายจ้างช่วยดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ให้โอกาสในการยืมเงินดอกเบี้ยต่ำเมื่อเลิกทำงานนี้แล้ว ขอให้เรามีที่ยืนในสังคมไม่แตกต่างจากคนอื่นในประเทศนี้…

ประเด็นข้อเรียกร้องเหล่านี้ มีหลายฝ่ายออกมาโต้แย้งและแสดงความเป็นห่วงต่อการที่จะให้มีกฎหมายรับรอง “ความเป็นวิชาชีพ” ของโสเภณี สำหรับเหตุผลที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยยกขึ้นมาสนับสนุนข้อโต้แย้งของตน เช่น โสเภณีเป็นอาชีพที่ผิดศีลธรรมอันดีงามของสังคม โดยเฉพาะเมืองไทยเป็นเมืองนับถือพระพุทธศาสนา โสเภณีเป็นอาชีพที่ไม่สอดคล้องกับหลักศีล ๕ ของพระพุทธศาสนาที่สอนให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ดังนั้น การที่รัฐรับรองว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย จึงเท่ากับเป็นการทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม (Immoral) ให้กลายเป็นสิ่งที่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย จะเห็นว่าประเด็นข้อโต้แย้งเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดขอบปัญหาระหว่างรัฐกับโสเภณีเท่านั้น หากแต่ได้ขยายเข้ามาอยู่ในขอบเขตของจริยศาสตร์ด้วย นั่นคือ ปัญหาความขัดแย้ง (Dilemma) ระหว่างการยอมรับอาชีพโสเภณีในทางถูกกฎหมาย กับศีลธรรมอันดีงามของสังคม นอกจากนั้นยังมีปัญหาระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลของโสเภณี (Prostitute’s rights) กับศีลธรรมอันดีงามของสังคม ปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ เป็นปัญหาที่พุทธจริย-ศาสตร์ในฐานะเป็นจริยธรรมกระแสหลักของสังคมไทย จะต้องให้คำตอบและชี้ทางออกอย่างเหมาะสม ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะพยายามอธิบายและตอบประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้โดยใช้กรอบแนวคิดทางพุทธจริยศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเด็นเรื่องโสเภณี เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่ประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าการวิเคราะห์ ผู้เขียนขอนำเสนอประวัติของโสเภณีในสังคมไทยโดยคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้

๒. ประวัติโสเภณีในสังคมไทย

ก่อนที่ผู้เขียนจะเข้าสู่ประเด็นการโต้แย้งในเรื่องปัญหาโสเภณี ขอนำเสนอภาพความเป็นมาของโสเภณีในสังคมไทยโดยคร่าว ๆ ก่อน จากนั้น จะโยงไปสู่การวิเคราะห์สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหาโสเภณีในสังคมไทย รวมทั้งบทสัมภาษณ์ของโสเภณีบางคนอันสะท้อนถึงท่าทีหรือทัศนคติของเธอที่มีต่อชีวิตและอาชีพของตน

๒.๑ โสเภณีในสังคมไทย

๑) สมัยสุโขทัย : มีหลักฐานในตำรับนางนพมาศ ซึ่งเป็นหนังสือที่บรรยายสภาพสังคมและประเพณีในสมัยสุโขทัย มีข้อความที่กล่าวถึงบุตรธิดาของหญิงโสเภณีและหญิงที่ชอบสำส่อนกับชายที่เป็นทาสไว้ว่า บุตรธิดาของหญิง ๒ จำพวกนี้ เป็นผู้ได้รับความรังเกียจจากคนทั่วไป เรียกกันว่าเป็นคนอนาจาร

๒) สมัยอยุธยา : คำว่า “หญิงนครโสเภณี” ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง บทพระอัยการผัวเมียที่บัญญัติขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๐๔ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง และในกฎหมายลักษณะพยานที่บัญญัติขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๘๔ ได้ระบุว่าโสเภณีเป็นหนึ่งในจำนวนคน ๒๕ ประเภทที่ไม่สามารถนำมาเป็นพยานได้ และในหนังสือคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ได้ระบุว่ามีช่องโสเภณีอยู่ ๔ โรง ซ่องโสเภณีเหล่านี้ได้รับอนุญาตและเสียภาษีให้กับรัฐด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๐๖ รัฐได้ออกพระราชกำหนดห้ามคนไทย มอญ ลาว ลักลอบเสพเมถุนธรรมกับคนแขก ฝรั่ง อังกฤษ คุลา และมลายู สาเหตุที่ออกพระราชกำหนดนี้ เพราะมีโสเภณีกลุ่มหนึ่งทนแบกรับภาระภาษีไม่ไหว จึงหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการลักลอบขายตัวกับชาวต่างชาติ

๓) สมัยรัตนโกสินทร์-ปัจจุบัน : ปรากฏหลักฐานว่า มีการเก็บภาษีจากโสเภณีและซ่อง โดยเรียกว่า “ภาษีถนน” ในสมัยรัชกาลที่ ๔ รัฐเก็บภาษีโสเภณีได้ถึงปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ จำนวนโสเภณีมากขึ้น อันเป็นผลจากการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก รัฐได้ตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ร.ศ. ๑๒๗ เพื่อควบคุมจำนวนซ่องโสเภณีและกามโรค ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้บังคับให้ซ่องโสเภณีต้องแขวนโคม แต่มิได้บังคับว่าต้องเป็นโคมสีอะไร เจ้าหน้าที่ได้ทำเป็นแบบอย่างโดยติดตั้งโคมเขียว จึงได้ใช้โคมสีเขียวเหมือนกันหมด โสเภณีจึงถูกเรียกว่า “หญิงโคมเขียว” ตั้งแต่นั้นมา

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศนโยบายยกเลิกโสเภณี รัฐบาลไทยจึงตอบสนองด้วยการออกกฎหมายปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๐๓ กฎหมายฉบับนี้ห้ามการประกอบกิจกรรมทางการค้าทางเพศ ซึ่งหมายรวมถึงผู้ซื้อผู้ขายในเพศเดียวกันด้วย ผู้ที่ละเมิดจะถูกปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายการค้าประเวณี แต่จำนวนโสเภณีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แรงเสริมจากการที่กองกำลังทหารสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น

นอกจากนั้น นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำนวนโสเภณีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้มีการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น คือ นายบุญชู โรจนเสถียร ได้เสนอแนะให้ส่งเสริมสถานบริการทางเพศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น

ปัจจุบันตัวเลขจำนวนโสเภณีในประเทศไทยและโสเภณีที่ไปขายบริการในต่างประเทศยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ สถิติโสเภณีที่หน่วยงานของรัฐรายงานมีจำนวนไม่มากนัก แต่จำนวนที่ องค์กรพัฒนาเอกชนได้ประเมินไว้มีจำนวนที่สูงมาก คือมีตั้งแต่ ๗๕,๐๐๐ คน ไปจนถึง ๒.๘ ล้านคน ตัวเลขที่ประเมินนี้เป็นเพียงจำนวนโดยคร่าว ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนและมีความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รูปแบบการขายบริการทางเพศก็ยิ่งซับซ้อนตามไปด้วย เช่น ขายบริการทางเพศผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ทางโทรศัพท์ และทางอินเทอร์เนตเป็นต้น ซึ่งเป็นการยากต่อการที่จะกำกับควบคุมและประเมินตัวเลขที่แท้จริงของผู้ขายบริการทางเพศ

๒.๒ สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหาโสเภณีในสังคมไทย

ปัญหาโสเภณีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ วัฒนธรรม หลายประการ การจะพิจารณาปัญหานี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อให้มองเห็นสภาพปัญหาชัดเจน ต่อไปนี้คือสภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหาโดยคร่าว ๆ

๑) สภาพของปัญหาโสเภณีมีความเกี่ยวข้องกับสถานภาพของสตรีที่เป็นอยู่ในสังคม ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงมักถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นานา ผู้หญิงมีสถานภาพที่ต่ำ ผู้หญิงถูกสอนให้ยอมรับความเป็นรองของผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผู้หญิงจึงทนต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบและบางครั้งก็ต้องทนกับการเหยียดหยามของผู้ชายโดยไม่ปริปากบ่น รูปแบบการเอารัดเอาเปรียบที่ผู้ชายทำกับผู้หญิงมีอยู่อย่างหลากหลายเช่นในปัจจุบันที่ระบบชุมชนกำลังล่มสลาย ผู้หญิงและผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกชุมชน ผู้หญิงมักจะส่งเงินกลับบ้านขณะที่ผู้ชายไม่ค่อยได้ส่งเงินกลับบ้าน ผู้หญิงที่ไปทำงานนอกบ้านหากไม่ส่งเงินกลับบ้านจะถูกตำหนิ ขณะที่ผู้ชายไม่ส่งเงินกลับบ้านก็ไม่ถูกตำหนิจากสังคมเลย ไม่เฉพาะในสังคมชนบทเท่านั้นที่ผู้หญิงมีสถานภาพเป็นรอง แม้แต่ในเมือง ผู้หญิงที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ก็ไม่มีวัฒนธรรมหรือระบบความสัมพันธ์ของหมู่บ้านมารองรับ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ชายกดขี่ผู้หญิงได้มากขึ้น รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงที่ไม่เสมอภาคเช่นนี้แหละนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กาารค้าประเวณียังคงดำรงอยู่

๒) จากระบบความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ทำให้ผู้ชายใช้ประโยชน์จากผู้หญิงได้อย่างง่ายดาย ผู้หญิงมักจะถูกหลอกและถูกอบรมขัดเกลาจากสังคมให้เชื่อฟังผู้ชาย บางครั้งผู้หญิงจึงเชื่อผู้ชายได้อย่างง่ายดายโดยไม่เฉลียวใจว่าจะถูกหลอกใช้ มีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่ถูกหลอกไปประกอบอาชีพโสเภณี ในที่สุดก็ต้องจำใจประกอบอาชีพนั้นต่อไป

๓) ปัจจุบันมีบิดามารดาของเด็กหญิงจำนวนมากที่ยอมให้ลูกของตนเข้าสู่อาชีพโสเภณี โดยที่ตนจะได้รับเงินล่วงหน้าก่อนจะส่งตัวเด็กหญิงไปค้าประเวณี วิธีกานี้เรียกว่า “ตกเขียว” บิดามารดาของเด็กหญิงรับเงินมาจำนวนหนึ่งที่มากพอสมควร แต่เมื่อเด็กหญิงไปค้าประเวณีแล้วนั้นจะต้องทำงานใช้หนี้ถึง ๒ เท่า หรือมากกว่านั้น บางทีเด็กบางคนเคราะห์ร้ายก็อาจถูกส่งไปขายยังที่อื่นอีกหลายทอด ไปเริ่มต้นสร้างหนี้และชดใช้หนี้ใหม่ไม่มีวันจบสิ้น น่าพิจารณาว่าเพราะปัจจัยอะไรบ้างจึงทำให้บิดามารดาของเด็กหญิงต้องทำเช่นนั้น ความจนเป็นปัจจัยหนึ่งแน่นอน แต่คงมิใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญ

๔) ในบางกรณี ไม่มีการบังคับให้ไปค้าประเวณี มีเด็กหญิงจำนวนหนึ่งที่เห็นรุ่นพี่ไปประกอบอาชีพโสเภณีแล้วสามารถเก็บเงินส่งให้ทางบ้านได้สร้างบ้านหลังใหม่ มีเงินซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้านมากมาย เมื่อหญิงที่ไปค้าประเวณีกลับบ้านก็มักจะถูกยกย่องแม้แต่วัดในชุมชนเดิมของหญิงที่ไปค้าประเวณีก็ได้รับการสนับสนุนจากพวกเธอในรูปของกฐินและผ้าป่าที่พวกเธอและผู้เกี่ยวข้องจัดไปทอดถวาย พระบางรูปถึงส่งเสริมการค้าประเวณีด้วย ดังกรณีหนึ่งในอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า”เพราะศรัทธาบ้านเฮามันไปกรุงเทพฯ นั่นก่า วัดถึงแป๋งกะยังบ่เสร็จ” จากค่านิยมในสังคมเช่นนี้ โดยเพราะค่านิยมที่ให้ควมสำคัญกับเงินและวัตถุภายนอกทำให้เด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งสมัครใจจะเข้าสู่อาชีพโสเภณี

๕) จากกรณีที่เด็กหญิงถูกหลอกไปเป็นโสเภณี กรณีบิดามารดายอมขายลูกสาวของตนไปเป็นโสเภีและกรณีเด็กหญิงสมัครใจที่จะไประกอบอาชีพโสเภณีเองอันเนื่องมาจากค่านิยมในชุมชน ทำให้ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีโสเภณีเด็กเป็นจำนวนมาก จากการประเมินของศูนย์พิทักษ์เด็ก มูลนิธิเด็ก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พบว่ามีโสเภณีเด็ก (อายุไม่เกิน ๑๖ ปี) ทั่วประเทศประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน การมีโสเภณีเด็กนั้นผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม และเด็กเหล่านี้ยังไม่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอ จึงถูกเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ มากมาย

๖) ปัจจุบัน แหล่งค้าประเวณีในประเทศไทย มีอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งแหล่งที่คนทั่วไปรู้จักกันดีและแหล่งที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่ทราบว่าเป็นแหล่งค่าประเวณี จากข้อมูลของฝ่ายกามโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทยมีแหล่งค้าประเวณีถึง ๒๔ ประเภท คือ ซ่อง โรงแรม ไนต์คลับ บาร์เบียร์ บาร์รำวง อะโกโก้บาร์ ดิสโกเทค ร้านอาหาร คอฟฟี่ช๊อพ คาเฟ่ คอเทลเล้าจ์ ผับ โรงน้ำชา สถานอาบอบนวด โรงนวดแผนโบราณ ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม นางทางโทรศัพท์ บาร์เกย์ เกสต์เฮาส์ คาราโอเกะ เซาน่า บังกะโล และประเภทอื่นๆ การจัดการกับปัญหาโสเภณีหรือปัญหาการค้าประเวณีโดยเฉพาะการใช้มาตรการทางกฎหมายจึงมิใช่เรื่องง่ายเนื่องจากสถานบริการหลายประเภทเป็นสถานบริการที่จัดตั้งขึ้นมาโดยไดั้บอนุญาญอย่างถูกกฎหมาย

๗) เนื่องจากแหล่งค้าประเวณีมีอยู่เป็นจำนวนมากและโสเภณีก็มีอยู่หลายประเภทเช่นเดียวกันคือ โสเภณีเปิดเผยซึ่งต้องหลบซ่อนตัวเฉพาะในยามที่ตำรวจกวาดกลาง โสเภณีปิดบัง เช่น นางทางโทรศัพท์ โสเภณีอำพรางซึ่งมีอาชีพอื่นบังหน้าแต่ค้าบริการทางเพศด้วย โสเภณีท่องเที่ยวซึ่งเป็นโสเภณีที่เดินทางไปตามแหล่งทัศนาจรใหญ่ๆ และรับลูกค้าตามโรงแรมใหญ่ๆ โสเภณีที่มีสามีถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมักจะเป็นฝ่ายหาเลี้ยงสามี และโสเภณีชั่วคราวซึ่งประกอบอาชีพโสเภณีเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของตนหรือครอบครัวเป็นครั้งคราว เรามีโสเภณีทุกประเภททั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นการยากที่จะระบุลงไปแน่นอนว่ามีประมาณเท่าไหร่ ถ้าเป็นสถิติจากหน่วยงานของรัฐ จำนวนก็ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่ประเมินโดยองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กเคยประเมินไว้สูงถึง ๒,๘๒๐,๐๐ คน ไม่ว่าจำนวนโสเภณีจะมากถึงขนาดนี้หรือน้อยกว่านี้ก็ตาม ก็คงไม่มีใครที่จะสามารถปฏิเสธได้ว่าปัญหาโสเภณีมิใช่ปัญหาที่วิกฤตในสังคมไทย

๘) นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลไทยในบางยุคบางสมัยก็มีส่วนในการทำให้ธุรกิจกาค้าประเวณีดำรงอยู่และขยายตัวมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวาชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพียงเพราะว่าทราบว่าประเทศไทยมีแหล่งค้าประเวณีและประเภทของโสเภณีให้เลือกเป็นจำนวนมาก พรั่งพร้อมไปด้วยสาวงามที่พร้อมจะให้บริการทางเพศแก่ลูกค้าได้อย่างประทับใจ เราจึงได้ทราบข่าวการจัดการท่องเที่ยวเพื่อให้ชาวต่างประเทศมาใช้บริการทางเพศที่เรียกว่า “sex tour” กันอยู่บ่อยๆ และรายได้จากธุรกิจประเภทนี้มีเป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นดีเห็นงามไปกับการดำเนินธุกิจประเภทนี้ อันทำให้มีการดึงดูดเงินต่างประเทศและช่วยให้ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น

๙) นอกจากการจัดธุรกิจท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ทางกามารมณ์แล้ว ยังมีการส่งผู้หญิงออกเป็นสินค้าไปยังต่างประเทศอีกด้วย องค์กรการค้าผู้หญิงแยกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นองค์กรเล็กๆ มีการติดต่อกันโดยตรงระหว่างนายหน้าคนที่จะพาออกไป ซึ่งมักจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักกันที่เคยไปทำงานต่างประเทศมาแล้ว กลุ่มที่ ๒ เป็นองค์กรขนาดกลางที่มีคนกลางหรือนายหน้าเป็นคนติดต่อประสานงานเป็นคนจัดการส่งผู้หญิงออกไป มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร กลุ่มที่ ๓ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีคนเกี่ยวข้องมาก มีการวางแผนและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่กว้างขาง บางทีก็เกี่ยวกับองค์กรเถื่อนหรือองค์กรอาชญากรรม การดำเนินการส่งผู้หญิงออกไปค้ากามารมณ์ในต่างประเทศเช่นนี้มีหลายรูปแบบและมิได้มีแต่การส่งหญิงไทยไปต่างประเทศเท่านั้น หญิงในต่างประเทศก็ถูกส่งเข้ามาค้าประเวณีในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เช่น กรณีการค้าหญิงและเด็กสาวพม่าในประเทศไทย การค้าผู้หญิงถือว่าเป็นการค้าทาสยุคใหม่และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่ร้ายแรงที่สุด เป็นปัญหาระดับชาติที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

๑๐) จากกรณีที่เรามีสถานบริการทางเพศและมีโสเภณีจำนวนมาก มีการจัดการท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ด้านกามารมณ์ และมีการค้าหญิงข้ามชาติ จึงทำให้ประเทศไทยถูกมองจากชาวต่างชาติในแง่ลบและต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโสเภณีจำนวนมากและลูกค้าสามารถแสงหาบริการทางเทศได้อย่างสะดวกสบายในประทเศไทย ถึงกับมีการให้ความหมายของคำว่า กรุงเทพฯ ว่าเป็นเมืองที่คนเข้าใจกันว่ามีโสเภณีจำนวนมาก ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของลองแมน และนิตยาสารไทม์ซึ่งมีเรื่องราวของโสเภณีในประเทศไทยด้วย ทำให้ประเทศเสื่อมชื่อเสียงเกียรติภูมิ เกิดความอับอายขายขี้หน้าประชาคมโลกเป็นอย่างมาก

๑๑) โสเภณีเมื่อเข้ามาสู่อาชีพนี้แล้ว ไม่ว่าจะถูกบังคับมาหรือสมัครใจมาก็ตาม ย่อมจะได้ประสบกับปัญหาในการประกอบอาชีพนี้หลายอย่างเช่น ถูกเอาเปรียบทางกฎหมาย ถูกประณามและถูกประทับตราจากสังคมให้เป็นหญิงชั่ว เกิดความเครียดกับการต้อนรับแขกและมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า โดยมิอาจเลือกและปฏิเสธได้ ถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องรายได้ ต้องทำงานหนักโดยได้รับส่วนแบ่งในรายได้เพียงเล็กน้อย ถูกทำร้าย กักขัง หน่วงเหนี่ยว และไม่มีความมั่นคงในอาชีพ เนื่องจากอาชีพโสเภณีขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาและอายุ เมื่อใดอายุมากขึ้น ร่างกายทรุดโทรม ก็จะประกอบอาชีพนี้ไม่ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์และมักจะถูกสังคมมองอย่างหยามเหยียดว่าเป็นผู้แพร่กระจายเชื้อโรค

๑๒) ปัญหาในเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การาจัดการกับปัญหาโสเภณีไม่ค่อยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ กฎหมายบางฉบับเช่น พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณีเปิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ เห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่มักจะจับกุมเฉพาะผู้ค้าประเวณี แต่ไม่จับกุมผู้เป็นธุระจัดหาหญิงและเด็กมาค้าประเวณี และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นเจ้าของสถานบริการทางเพศและแมงดา เป็นต้น การปราบปรามจะกระทำเป็นครั้งคราวเมื่อมีนยโยบายจากรัฐบาลให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาด เจ้าของบริการบางแห่งเป็นผู้มีเส้นสายโยงใยกับผู้มีอำนาจในสังคม จึงดำเนินการได้โดยไม่ถูกเอาผิดทางกฎหมาย เช่น กรณีการตั้งธนาคารอารมณ์ของอ้อย บี เอ็ม แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคนประณาม แต่เธอก็สามารถดำเนินกิจการนี้ได้อย่างสะดวกสบาย

๑๓) เนื่องจากโสเภณีมีความเสี่ยงในการติดโรคโดยเฉพาะกามโรคประเภทต่างๆ และโรคเอดส์ซึ่งเป็นโรคร้ายแรง ปัญหานี้จึงมีขอบเขตความรุนแรงที่ขยายกว้างออกไปอีกมาก เพราะผู้ที่เป็นโสเภณีนั้นอยู่ในฐานะที่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้มาก แม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัย แต่นักท่องเที่ยวบางคนก็ไม่ยอมใช้หรือใช้ไม่ถูกต้อง โรคเอดส์จึงยังแพร่เชื้ออยู่ต่อไปในบรรดาโสเภณีและผู้มีเพศสัมพันธ์กับโสเภณี กระจายไปยังส่วนต่างๆ ในสังคม จนถึงทุกวันนี้ทราบกันว่าในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ ๑ ล้านคนแล้ว ปัญหานี้ยังเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและปัญหาอาชญากรรมด้วย และผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อมีการป่วยแล้วหรือมีคนทราบว่าติดเชื้อมักจะถูกมองจากคนทั่วไปอย่างรังเกียจ ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจแก่ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเป็นอย่างมาก และปัญหานี้จะเป็นปัญหาที่ต้องสูญเสียงบประมาณไปในการบำบัดรักษาเป็นจำนวนมาก

๑๔) เมื่อดูจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์อันมีจำนวนมากเช่นนั้น เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีเด็ก ซึ่งพ่อแม่ของตนเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์อยู่ในสังคมเป็นจำนวนมาก เด็กเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบดูแลชีวิตของพวกเขา เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมเป็นพลเมืองที่ดีของชาติได้หรือไม่ การเป็นเด็กกำพร้าจะส่งผลเสียต่อจิตใจของพวกเขามิใช่น้อย แล้วเราจะคาดหวังความสงบสุขในสังคมได้หรือ นอกจากนี้ยังมีทารกจำนวนมากที่ได้รับเชื้อเอชไอวีจากแม่ของตนที่ติดเชื้อ เขาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นมาก็คงจะอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นานนัก น่าสงสารเพียงไรที่เราต้องทนเห็นพวกเขาจากไปโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย

๑๕) จากสภาพการณ์แห่งปัญหาโสเภณี เราจะเห็นความเชื่อมโยงของปัญหานี้กับปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาโสเภณีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมีผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลประโยชน์หรือสูญเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก ผลกระทบมิได้ตกแก่ผู้ประกอบอาชีพโสเภณีหรือบุคคลในวงการค้าประเวณีเท่านั้น แต่สังคมทั้งหมดเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ภาระที่เกิดขึ้นใครเล่าจะเป็นผู้แบกรับหากมิใช่สังคมทั้งหมด ต้นทุนทางธรรมชาติ ต้นทุนทางสังคม และต้นทุนทางวัฒนธรรมต้องสูญเสียไปเพราะปัญหานี้มิใช่เล็กน้อยเลย

สภาพของปัญหาที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนพยายามอธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นเหตุปัจจัยแก่ปัญหาอื่น ขณะเดียวกัน ปัญหาเหล่านั้นก็เป็นสาเหตุเชื่อมโยงแก่กันและกัน สนับสนุนให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามิรู้จบ การศึกษาสภาพของปัญหาจึงต้องมองอย่างรอบด้านให้เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ เป็นองค์รวม พระพุทธศาสนาเรียกการมองเช่นนี้ว่าเป็นการมองแบบเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน (ปฏิจจ-สมุปบาท / อิทัปปัจจตา)

อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงโสเภณีทั้งในแง่ประวัติความเป็นมาก็ดี ในแง่สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหาก็ดี เป็นการกล่าวถึงแบบภาพกว้าง ๆ เท่านั้น ผู้เขียนคิดว่า ถ้าเราศึกษาโสเภณีจากมุมมองของคนที่อยู่อาชีพนี้โดยตรง น่าจะทำให้เข้าใจปัญหานี้ได้ลึกซึ้งมากขึ้น

๒.๓ ทัศนคติของโสเภณีต่อชีวิตและอาชีพของตน

ในงานวิจัยเรื่อง “กระบวนการกลายเป็นหมอนวด : กรณีศึกษาหญิงบริการในสถานบริการอาบ อบ นวด” ของศุลีมาน นฤมล ซึ่งเป็นการศึกษาภาคสนาม โดยที่ผู้วิจัยได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์อยู่ในกลุ่มหญิงบริการโดยตรง จากบทสัมภาษณ์บางส่วนที่ผู้วิจัยได้รวบรวมมา ได้สะท้อนให้เห็นทัศนคติของกลุ่มหญิงบริการที่มีต่อชีวิตและอาชีพของตน ดังตัวอย่างคำให้สัมภาษณ์ดังนี้

๑) ทัศนคติต่อชีวิตของตน

(๑) “หนูคิดว่าตัวเองต่ำ ไม่กล้าคบใคร เจอเพื่อนหนูไม่กล้าเลยหลบ เดินหนีเลย เวลาอยู่ในกลุ่มที่หาเงินด้วยสบายใจกว่า”

(๒) “หนูกลัวไปหมด ตื่นเต้น จะออกไปดูหน้าคนนอกบ้านก็ไม่กล้า กลัวเขา กลัวเขารู้ว่าเราเป็นหญิงอย่างว่า ไม่มีใครรู้ว่ามาทำแบบนี้ รู้สึกอายและผิดที่มาทำแบบนี้”

(๓) “รูสึกมีปมด้อย เมื่อยู่ท่ามกลางผู้คน เพราะสายตาที่มองดูถูก เป็นคนไม่ดี เรารู้สึกอย่างนั้น โดยเฉพาะสายตาของผู้หญิงด้วยกัน เลยไม่ชอบไปไหน ถ้าจำเป็นต้องไปก็ไป”

(๔) “พยายามปิดมาตลอด ไม่อยากให้ที่บ้านรู้ เขาไม่เข้าใจหรอก ว่าเรามาทำอะไร พี่บอกเค้าว่าเหมือนคนทำงานกลางวันแหละ แต่นี่ไปทำกลางคืน เงินดีกว่า ชักไม่สบายใจก็เลยแยกมาเช่าบ้านอยู่เองดีกว่า ไม่อยากให้ที่บ้านเสียใจ สบายใจกว่า เดินไปไหนมาไหนไม่ต้องระวังว่าใครจะมาทัก ใครจะรู้ เมื่อก่อนไม่สบายใจตลอดเวลา อยู่ที่ไหนก็ไม่ติด อยู่แฟลตก็หงุดหงิด ระแวงไปหมด ไปทำงานก็อยากเลิกเร็ว ๆ เมื่อไหร่จะเลิก ๆ”

(๕) “ตอนหนีออกมาทำงานที่นี่ เสียใจว่าทำไมตัวเองถึงชั่วแบบนี้…หลงไปในทางไม่ดี ติดยา เที่ยวเก่ง เงินได้มาก็หมดไป หมดไป พอพ่อตายเอื้องก็คิดได้ว่า แม่ไม่มีใครเลย ต้องเลี้ยงน้อง เอื้องทำผิดมามากแล้ว เอื้องตั้งใจส่งเงินให้น้อง”

๒) ทัศนคติของต่ออาชีพของตน :

(๑) “เวลาขึ้นก็เฉย ๆ ให้เสร็จ ๆ ไป จะได้เอาเงินอย่างเดียว คิดอยู่อย่างเดียว คิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา มันเป็นงานของเรา เราอยากได้เงินของเขาเราก็ต้องทนทำไปนาน ๆ มันก็ชินไม่อายเองแหละ แต่ก่อนไม่ได้นะ จะถอดเสื้อทีก็ต้องหลบ ๆ เขา ให้แขกหลับตา…ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าเงิน”

(๒) “การนอนกับแขกไม่เคยพอใจเลย ไม่ชอบเลยอยากให้เสร็จเร็ว ๆ กลับเร็ว ๆ เราจะทำจนกว่าแขกจะเสร็จ บางครั้งไม่อยากไปเลย ทำไงได้ก็ต้องไป พอแขกให้ “สเป” เรางี้รังเกียจมาก จะอ้วกแตก กับผัวเราไม่เคยทำให้เลย เขาจะหาว่าเราเป็นผู้หญิงอย่างว่า พอที่จะมาทำจริง ๆ ก็ต้องทำ ทำไงได้รังเกียจมาก…ไม่มีใครอยากขายตัวหรอก ถ้าเป็นสาว ๆ รักสนุกหน่อยก็อาจจะสนุกกับแขก แต่ส่วนใหญ่ไม่มี เจอแขกทุกประเภทตั้งแต่ไก่อ่อนจนโรคจิต จะเอาแบบนั้นแบบนี้ แขกเขาก็อยากมีความสุข เขาเสียเงินมาก็ต้องให้คุ้ม ไอ้เราจะสนุกไปด้วย ไม่มีทางเลย

(๓) “ทำไงเป็นแล้ว ใจไม่คิดชอบทำหรอก แต่มันทำมาแล้วก็ต้องทำ เพราะเราทำอย่างนี้ มันเป็นมาแล้ว ชั่วมาแล้ว เราไม่หยุด หยุดไปทำไมในเมื่อทำมาแล้ว เราต้องทำให้รวย ถ้าไม่รวยจะทำไปทำไม คนที่บ้านเค้าชอบดูถูก กลับไปนี่เราต้องมีอะไรกลับไป ต้องมีให้ได้ มีเงินซะอย่าง ใครเค้าจะมาว่าเราก็ไม่เห็นจะแคร์”

จากคำให้สัมภาษณ์สะท้อนให้ว่า ท่าทีหรือทัศนคติของหญิงบริการที่มีต่อชีวิตของตน คือความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่า มีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าเป็นคนเลวทราม และเป็นที่ดูถูกจากคนในสังคม ส่วนทัศนคติต่ออาชีพ สะท้อนถึงความรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย ไร้เกียรติ แต่ต้องจำใจทำเพราะต้องการเงินไปเลี้ยงตนเองและบุคคลในครอบครัว ปัญหาอย่างหนึ่งของหญิงบริการที่ผู้วิจัยค้นพบคือ ความรู้สึกกดดันและสับสนในบทบาทของตน ดังที่วิจัยกล่าวไว้ว่า

ในช่วงที่ผู้หญิงเกิดความสับสน ไม่มั่นคงต่อบทบาทที่กระทำอยู่ ภาวะการณ์ที่ขัดแย้ง ตำหนิตนเอง อันเป็นผลมาจากการค้าประเวณี ทำให้มีการใช้ยาเพื่อระงับความสับสน หดหู่ และความละอายตนเองลงไป ผู้หญิงต้องการที่จะถอนตัวออกจากการค้าประเวณีแต่ไม่สามารถทำได้ บางคนต้องการหนีต่อปัญหาที่กดดันนี้ โดยการพยายามฆ่าตัวตาย หรือหาสิ่งชดเชย เช่น การไปเที่ยวกลางคืน ไปเต้นรำหาความสนุกสนาน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ สูบกัญชา พฤติกรรมที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นสิ่งชดเชยเพื่อระงับความขัดแย้งในบทบาท หรือเพื่อให้ฆ่าเวลาให้หมดไป อันเป็นการหนีปัญหาให้ผ่านพ้นไปวันหนึ่ง ๆ

๓. อาชีพโสเภณีควรการอนุญาตให้มีในสังคมได้หรือไม่ ?

ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาแล้วว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่มีอยู่คู่สังคมมานาน แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีสังคมไหนที่สามารถกำจัดโสเภณีออกไปจากสังคมได้อย่างสิ้นเชิง คนบางกลุ่มมองว่าโสเภณีเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ทางเพศและความเสื่อมโทรมของสังคม เพราะฉะนั้นจึงควรกำจัดออกไปให้หมดสิ้น ขณะที่คนบางกลุ่มมองว่าอาชีพโสเภณีส่งผลดีต่อสังคมในแง่ของการช่วยผ่อนคลายความกดดันทางเพศให้แก่คนจำนวนหนึ่งได้ เพราะขนบธรรมเนียมประเพณีได้ตีกรอบให้คนในสังคมมีโอกาสแสดงออกทางเพศได้อย่างจำกัด ดังนั้น อาชีพโสเภณีจึงน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดให้คนได้ผ่อนคลายความกดดันตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งของประเด็นการโต้งแย้งเท่านั้น ต่อไปผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเด็นโต้แย้งและเหตุผลสนับสนุนระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการอนุญาตให้มีอาชีพโสเภณีในสังคม ดังนี้

๓.๑ เหตุผลของผู้สนับสนุนให้มีโสเภณี

เหตุผลโต้แย้งทั้งของกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้านการรับรองอาชีพโสเภณีอย่างถูกกฎหมายที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อสิ่งพิมพ์โดยทั่วไป ทั้งของไทยและต่างประเทศ โดยจะนำเสนอเฉพาะประเด็นข้อโต้แย้งหลัก ๆ ที่เห็นว่าเกี่ยวพันกับประเด็นทางจริยธรรมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนี้

๑) ประเด็นเรื่องศีลธรรม : ดูเหมือนว่าประเด็นปัญหาทางจริยธรรมจะเป็นประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนถูกโต้แย้งมากที่สุด และถือว่าเป็นเหตุผลโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากที่สุดด้วย นั่นคือการยอมรับให้อาชีพโสเภณีถูกกฎหมาย ก็คือการทำให้สิ่งที่ผิดศีลธรรมกลายเป็นสิ่งที่ถูกขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ฝ่ายผู้สนับสนุนได้โต้แย้งด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เช่น โจดี้ เบอร์เสธ (Jodie Berseth) ผู้สนับสนุนให้มีการเปิดเสรีโสเภณีทั่วอเมริกา กล่าวว่า ไม่มีมนุษย์คนใดถูกกำหนดให้เป็นคนไร้ศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง โสเภณีอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความความว่าเขาไม่มีศีลธรรมอยู่ในตัวบ้างเลย เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมไม่น้อยไปกว่าคนที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ นอร์มา อัลโมโนวาร์ (Norma Alnodovar) นักต่อสู้เพื่อสิทธิของโสเภณีชาวอเมริกัน กล่าวว่า

ศีลธรรมเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ฉันไม่มองว่าอาชีพโสเภณีเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม มนุษย์ทุกคนล้วนแต่ทำงาน “ขาย” (sells) อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทั้งนั้น นักกรีฑา นักแสดง และคนงานก่อสร้าง ก็ขายร่างกายของตนเหมือนกัน ร่างกายจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในงานที่ต้องใช้ร่างกาย เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชีพใด ๆ โดยไม่ต้องใช้และ “ขาย” ร่างกายของตน…ในฐานะเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ฉันรู้สึกเชื่อมั่นว่าฉันสามารถสร้างมาตรฐานทางศีลธรรมของฉันเองขึ้นมาได้

จะเห็นว่าเหตุผลด้านศีลธรรมของกลุ่มนี้นี้มี ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือ (๑) เหตุผลเชิงยอมรับว่าโสเภณีอาจเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม (ตามมาตรฐานศีลธรรมทางศาสนา) แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมดาสำหรับคนทั่วไปที่จะต้องมีผิดบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโสเภณีชั่วไปเสียทั้งหมด ดังนั้น การตั้งข้อรังเกียจหรือไม่ยอมรับโสเภณีด้วยเหตุผลเพียงเพราะผิดศีลธรรมทางเพศ จึงถือว่าไม่สมเหตุสมผลหรือไม่มีความยุติธรรม (๒) เหตุผลแบบปฏิเสธมาตรฐานศีลธรรมทางศาสนา อาชีพโสเภณีก็คือการ “ขาย” อวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย ซึ่งไม่แตกต่างจากอาชีพอื่น ๆ เช่น นักกีฬา และกรรมกร เป็นต้น ถ้าโสเภณีผิดศีลธรรม นักกีฬาก็น่าจะผิดศีลธรรมด้วย เพราะ “ขาย” ส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเหมือนกัน กลุ่มนี้มองอีกว่า ศีลธรรมทางศาสนาหาความคงเส้นคงวาไม่ได้ เพราะแต่ละศาสนาสอนไม่ค่อยตรงกัน ดังนั้น มนุษย์ทุกคนควรจะมีอิสระในการสร้างมาตรฐานทางศีลธรรมของตนขึ้นมาเอง

๒) ประเด็นเรื่องความชั่วแบบจำเป็น (Necessary evils) : กลุ่มนี้ยอมรับว่า การยอมรับให้มีอาชีพโสเภณีถูกกฎหมาย อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสังคม แต่เมื่อชั่งนำหนักดูแล้วเห็นว่าการยอมรับมีผลดีมากกว่าการปฏิเสธ เราก็น่าจะอนุญาตให้มีอาชีพนี้ได้ เพราะปัญหาบางอย่างแม้สังคมส่วนใหญ่จะรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง เช่น การเล่นหวย การดื่มสุรา การทำแท้งในกรณีที่ถูกข่มขืน การประหารชีวิตนักโทษ เป็นต้น แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมทางศาสนา แต่สังคมก็ยอมรับให้มีกิจกรรมเหล่านี้ในสังคมได้ ในฐานะเป็นความชั่วแบบจำเป็น

๓) ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล : เรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของโสเภณี เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายสนับสนุนมักจะยกขึ้นมาอ้างบ่อย ๆ จะเห็นว่ากลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับโสเภณี ส่วนใหญ่จะชูประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล กลุ่มนี้มองว่า โสเภณีคือมนุษย์คนหนึ่งที่ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนไม่น้อยไปกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ ดังนั้น พวกเขาควรจะมีสิทธิเสรีภาพในการจะเลือกกำหนดแนวทางให้กับชีวิตของตน โดยไม่ต้องมีระเบียบข้อบังคับใด ๆ มาจำกัดขัดขวาง ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ได้ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น เช่น การขายบริการทางเพศ ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดใคร เพราะเป็นความสมัครใจทั้งคนซื้อและคนขาย นอกจากนั้น พวกเขาควรมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกับคนในอาชีพอื่น ๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา และการตั้งสมาคม เป็นต้น

จะเห็นว่า แนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพทางด้านศีลธรรมหรือเสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเองก็ตาม เป็นแนวคิดที่มีรากฐานมาจากนักปรัชญาตะวันตกอย่างน้อย ๒ ท่าน คือโทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ท่านแรกคือ โทมัส ฮอบส์ ได้กล่าวไว้ในงานชื่อ “Leviathan” ว่า

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “เสรีภาพ” ความหมายสำคัญที่ทุกคนเข้าใจสำหรับคำคำนี้คือ การปราศจากสิ่งขัดขวางหน่วงเหนี่ยวจากภายนอก กล่าวคือ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งประสงค์จะทำสิ่งที่เขาต้องการ อาจมีสิ่งหน่วงเหนี่ยวขัดขวางการกระทำนั้น อุปสรรคเหล่านี้อาจขัดขวางหน่วงเหนี่ยวเขาได้ แต่ไม่อาจห้ามเขาไม่ให้ใช้กำลังที่มีอยู่โต้ตอบตามที่เขาเห็นว่าเหมาะสมหลังจากไตร่ตรองแล้ว

ส่วนจอห์น สจ๊วต มิลล์ มีทรรศนะเกี่ยวกับเสรีภาพในลักษณะเดียวกัน ดังที่เขากล่าวไว้ในงานชื่อ “On Liberty” (ว่าด้วยเสรีภาพ) ว่า

หลักการมีอยู่ว่า ประการแรก ปัจเจกบุคคลไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมสำหรับการกระทำของเขา ตราบเท่าที่การกระทำนั้นเกี่ยวข้องเฉพาะผลประโยชน์ของเขาเอง ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนอื่น ในกรณีที่คนทั้งหลายเห็นว่าพวกตนต้องทำอะไรบางอย่างกับปัจเจกบุคคลนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเขา มาตรการเดียวที่สังคมสามารถนำมาใช้ได้เพื่อแสดงว่าสังคมไม่ชอบหรือรังเกียจการกระทำของปัจเจกบุคคลนั้นคือแนะนำ ชักจูง โน้มน้าว หรือไม่ก็หลีกหนีไม่ร่วมคบค้ากับคนผู้นั้น…

แนวคิดเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลของฮอบส์ และมิลล์ข้างต้นนี้ แม้จะไม่ได้เจาะจงถึงเรื่องการประกอบอาชีพโสเภณีโดยตรง แต่ถ้าเราตีความว่าอาชีพโสเภณีไม่ได้ก่อความเดือดร้อนให้แก่ใครหรือไม่ได้ละเมิดผลประโยชน์ของคนอื่น การเลือกประกอบอาชีพโสเภณีก็ถือว่าเป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลเช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่สังคมสามารถทำกับผู้ประกอบอาชีพโสเภณีได้คือโน้มน้าวชักจูง ไม่ใช่การขู่บังคับหรือออกกฎหมายมาลงโทษ เพราะถ้าหากทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นนั่นเอง

๓.๒ เหตุผลของผู้คัดค้านการมีโสเภณี

๑) ประเด็นเรื่องศีลธรรม : กลุ่มนี้โต้แย้งว่า การยอมรับให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกหมายหรือเป็นอาชีพที่มีความชอบธรรมในสังคมด้วยข้ออ้างหรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะให้มันถูกศีลธรรมขึ้นมาได้เลย เพราะอาชีพโสเภณีเป็นความผิดในตัวของมันเอง (self-evident)

๒) ประเด็นเรื่องความชั่วแบบจำเป็น : กลุ่มนี้โต้งแย้งว่า การอ้างเหตุผลเรื่องความชั่วจำเป็น (Necessary evils) ไม่ใช่ข้ออ้างที่สมเหตุสมผล เพราะความชั่วอย่างหนึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นฐานรองรับความชั่วอีกอย่างให้เป็นสิ่งที่ชอบธรรมขึ้นมาได้เลย เช่น นาย ก. มีความผิดเพราะฆ่าคน นาย ข. มีความผิดเพราะลักทรัพย์ นาย ก. จะอ้างเอาความผิดของนาย ข. มาสนับสนุนความผิดของตนให้เป็นสิ่งที่ชอบธรรมขึ้นมาไม่ได้เลย

๓) ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล : กลุ่มนี้โต้แย้งว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ดี แต่สิทธิเสรีภาพไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการกระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม หากแต่ควรเป็นข้ออ้างสำหรับการกระทำที่ส่งเสริมศีลธรรมมากกว่า และในอ้างสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลนั้น เราจะอ้างเพียงแค่การไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ได้ละเมิดใคร ย่อมไม่เพียงพอ แต่ควรจะอ้างเรื่องการไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีงามของสังคมด้วย อีกอย่างหนึ่ง การอ้างสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่ควรอ้างบนพื้นฐานของปัจเจกบุคคลที่แยกต่างหากจากสังคม เราต้องคำนึงเสมอว่าปัจเจกบุคคลก็คือหน่วยหนึ่งของสังคม สังคมหรือประเทศชาติย่อมสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล ผลประโยชน์ของสังคมต้องมาก่อนผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล เพื่อความสงบสุขของสังคม หากจำเป็นที่รัฐบาลต้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลบางกลุ่ม รัฐบาลย่อมสามารถทำได้

มองในแง่สังคมไทยปัจจุบัน กลุ่มที่ออกมาคัดค้านการอนุญาตให้มีอาชีพโสเภณีถูกกฎหมาย ส่วนมากจะเป็นกลุ่มหรือองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิของสตรี ดังจะเห็นได้จากการจัดประชุมเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๒ กลุ่มที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มเพื่อนหญิง กลุ่มนักข่าวหญิง มูลนิธิผู้หญิง ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี สถาบันพัฒนาสตรีวายเอ็มซีเอเชียงใหม่ และกลุ่มผู้หญิงอิสระ ทั้งหมดนี้ได้ร่วมกันทำงานในนามของ “คณะทำงานเพื่อนหญิงไทย” โดยได้ร่างแถลงการณ์คัดค้านการอนุญาตให้มีโสเภณีถูกกฎหมายเพื่อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

๑)ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยการจดทะเบียนโสเภณีและจดทะเบียนซ่อง เพราะเท่ากับยอมรับว่าระบบการค้าประเวณี การค้าหญิง และเด็ก ให้เป็นสิ่งถูกกฎหมายและเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในสังคม

๒) โสเภณีหรือผู้ค้าประเวณี ไม่ใช่อาชญากร ดังนั้นจึงไม่ควรถูกลงโทษ ทางอาญา

๓) ควรให้มีการลงโทษทางอาญาสถานหนักต่อผู้ล่อลวง หลอกลวง จัดหา กักขัง หน่วงเหนี่ยว และบังคับผู้อื่นค้าประเวณีโดยที่เจ้าตัวมิได้สมัครใจ โดยเฉพาะการล่อลวงบังคับเด็ก

นอกจากนั้น คณะทำงานกล่าวนี้ยังได้เสนอมาตรการให้รัฐดำเนินการดังต่อไปนี้

๑) ให้ยกเลิก พรบ. ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๐๓ ทั้งนี้ด้วยเหตุว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีข้อความขัดแย้งกับจุดยืนข้างต้น เพราะถือว่าผู้ค้าประเวณีเป็นอาชญากรที่จะต้องถูกลงโทษทางอาญา

๒) คัดค้านการจดทะเบียนโสเภณีและจดทะเบียนซ่อง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด หรือด้วยกฎหมายฉบับใดก็ตาม

๓)รัฐควรจะสนับสนุนให้มีการศึกษานอกระบบอย่างกว้างขวางแก่กลุ่มประชากรที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี โดยมีการบริหารและการจัดการที่ยืดหยุ่น สามารถสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ด้อยโอกาส ที่มีข้อจำกัดนานาประการ เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานบริการที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ

๔) ให้รัฐดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อระงับยับยั้งการค้าหญิงและเด็ก รวมทั้งการที่พ่อแม่ขายลูก โดยให้มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาณาในการลงโทษอย่างเฉียบขาดจริงจัง

๕) ด้วยเหตุที่ปัญหาโสเภณีมีอาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีมาตรการสังคมและเศรษฐกิจด้วย จึงเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมการ เพื่อศึกษาและแสวงหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโสเภณี ทั้งในแง่กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อพิจารณารายละเอียดและดำเนินการต่อไป

เหตุผลต่าง ๆ ทั้งของฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านที่ผู้เขียนยกมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งข้อโต้แย้งที่หลากหลาย ปัญหาเหล่านี้นับวันจะยิ่งท้ายทายต่อการตอบคำถามของพุทธจริยศาสตร์มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เชื่อมโยงกับการอภิปรายถึงท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่อปัญหาโสเภณี ผู้เขียนจึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและบทบาทของโสเภณีในสังคมอินเดียสมัยโบราณเป็นเบื้องต้นก่อน ทั้งที่ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาฮินดูและคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพื่อให้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ในเชิงจริยศาสตร์ต่อไป

๔. โสเภณีในสังคมอินเดียสมัยโบราณ

๔.๑ โสเภณีในคัมภีร์ศาสนาฮินดู

คัมภีร์อรรถศาสตร์ ซึ่งแต่งโดยเกาฏีลียะ ได้กล่าวถึงสตรีที่ขายบริการทางเพศไว้ ๒ ประเภท คือ หญิงนครโสเภณี (Courtesan) ได้แก่สตรีที่ขายบริการทางเพศชั้นสูงที่ได้รับแต่งตั้งและการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ และหญิงโสเภณีทั่วไป (prostitute) ซึ่งเรียกตามคัมภีร์นี้ว่า “รูปาซิวา” โดยหญิงนครโสเภณีจะมีรายใดจากเงินที่รัฐจ่ายให้ ส่วนโสเภณีทั่วต้องหารายได้ส่วนตัวและต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่รัฐด้วย ดังข้อความในคัมภีร์อรรถศาสตร์ที่ว่า “หญิงโสเภณีต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าของค่าตัวเธอให้แก่รัฐเป็นประจำทุกเดือน”

รายละเอียดเกี่ยวกับหญิงโสเภณีทั่วไปมีไม่มากนัก แต่มีข้อมูลบางอย่างที่บ่งบอกว่ารัฐก็ได้ให้การคุ้มครอบแก่หญิงโสเภณีบ้างเหมือนกัน คือให้การคุ้มครองลูกสาวโสเภณีไม่ให้ถูกข่มขืนจากชายที่มาใช้บริการ เพราะโดยปกติชายที่มาเที่ยวโสเภณีนั้นมักจะเป็นผู้มักมากในกามคุณ หญิงโสเภณีอาจไม่มีกำลังพอที่จะคุ้มครองลูกสาวของตนได้ หากรัฐไม่ให้ความคุ้มครองลูกสาวของหญิงดังกล่าวจะกลายมีอาชีพโสเภณีตามแม่ไปด้วย ดังข้อความที่ว่า “ชายใดทำลายพรหมจรรย์ลูกสาวหญิงโสเภณีนอกจากเสียค่าปรับ ๕๔ ปณะแล้ว ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่มารดาหญิงนั้นหกเท่าของรายได้แต่ละครั้งของเธอ” จึงกล่าวได้ว่า โสเภณีทั่วไปสังคมอินเดียสมัยโบราณ แม้จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐมากมายนัก ซ้ำยังต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่รัฐอีกด้วย แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่รัฐยังให้การคุ้มครองแก่ลูกสาวไม่ให้ถูกทำอันตรายจากชายที่มาใช้บริการ

สำหรับหญิงนครโสเภณี ถือว่าเป็นบุคคลที่มีสถานะทางสังคมค่อนข้างสูง เพราะได้รับการแต่งตั้งเหมือนข้าราชการประเภทหนึ่ง และรัฐต้องเลี้ยงดูไปจนตลอดชีวิต ดังข้อความที่ว่า “หญิงนครโสเภณีที่สิ้นความงามจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น มาตฤกา” คำว่า “มาตฤกา” ในที่นี้ หมายถึงคนที่มีหน้าที่ดูแลเลี้ยงเด็ก หรือนางพยาบาลนั่นเอง นอกจากนั้น นางทาสี หรือหญิงที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้หญิงนครโสเภณี ยังได้รับการดูแลจากรัฐด้วย ดังข้อความที่ว่า “ทาสีของหญิงนครโสเภณีเมื่อแก่ชราไม่อาจรับใช้ได้แล้วจะได้ทำงานในคลังพัสดุหรือห้องเครื่องของพระราชา” นอกจากนั้น ในบางกรณีหญิงนครโสเภณีอาจเลือกที่จะไม่ให้บริการแก่คนบางคนได้ แม้ว่าชายคนนั้นจะมีเงินค่าตัวก็ตาม แต่ถ้าฝ่ายชายใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเอา จะมีโทษดังนี้ “หากชายใดมีความสัมพันธ์กับหญิงนครโสเภณี โดยเธอไม่เต็มใจหรือมีความสัมพันธ์กับหญิงนครโสเภณีที่ยังเด็ก จะถูกลงโทษปรับขั้นสูงสุด หากมีความสัมพันธ์โดยเด็กนั้นเต็มใจ จะถูกลงโทษปรับในอัตราขั้นต้น” การคุ้มครองดังกล่าวขยายไปถึงผู้เกี่ยวข้องเป็นญาติและเป็นทาสีของเธอด้วย ดังข้อความที่ว่า

หากชายใดกับขังหรือลักพาหญิงนครโสเภณีโดยเธอไม่เต็ม หรือทำให้เธอเสียโฉม จะถูกปรับ ๑๐๐๐ ปณะ ค่าปรับจะเพิ่มขึ้นสองเท่าของค่าตัวเธอ ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพแห่งความผิด ตำแหน่งและฐานะของหญิงนครโสเภณี

หากชายใดทำให้เกิดอันตรายแก่หญิงนครโสเภณีที่ได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในราชสำนัก จะถูกปรับสามเท่าของค่าตัว

หากชายใดทำให้มารดา น้องสาว หรือนางทาสีของหญิงนครโสเภณีได้รับบาดเจ็บ จะถูกลงโทษขั้นสูงสุด

ในความผิดทุกกรณี การลงโทษครั้งแรกเป็นโทษปรับขั้นต้น หากทำครั้งที่สองปรับสองเท่า ครั้งที่สามเพิ่มสามเท่า หากเป็นครั้งที่สี่ พระราชาจะทรงพระกรุณาลงอาญาตามที่ทรงเห็นสมควร

จากตัวอย่างข้อความที่ยกมา เห็นได้ชัดว่า โสเภณีในสังคมอินเดียสมัยโบราณค่อนข้างจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากพอสมควร อย่างน้อยก็ในแง่ของความเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับจากรัฐ หญิงโสเภณีทั่วไปอาจจะไม่มีสถานะทางสังคมสูงเหมือนหญิงนครโสเภณี แต่ก็ได้รับการคุ้มครองจากรัฐระดับหนึ่ง คือการคุ้มครองลูกสาวในฐานะผู้อยู่ในปกครอง นอกจากนั้น ยังชื่อว่าเป็นทำประโยชน์ประโยชน์ให้แก่รัฐด้วย เพราะต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐถึงสองเท่าของค่าตัว ในส่วนหญิงนครโสเภณี ถือว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติและมีสถานะทางสังคมค่อนข้างสูง เพราะได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากรัฐ ได้รับการเงินค่าจ้าง และได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิตหลังจากเลิกประกอบอาชีพโสเภณี

๔.๒ โสเภณีในคัมภีร์พระพุทธศาสนา

เนื้อหาในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงประเภทของหญิงผู้ประกอบอาชีพโสเภณีคล้าย ๆ กับคัมภีร์ของศาสนาฮินดู โดยมีคำเรียกผู้หญิงที่ประกอบอาชีพโสเภณีหลายคำด้วยกัน เช่น “โสเภณี” “นครโสเภณี” (หญิงงามเมือง) “คณิกา” (หญิงของหมู่คณะหรือทำอาชีพเป็นกลุ่ม) “เวสี” และ “เวสิยา” (หญิงผู้อยู่ตามตรอกซอกซอย) เป็นต้น จะเห็นว่าชื่อต่าง ๆ ที่สังคมใช้เรียกผู้หญิงกลุ่มนี้ในสมัยนั้น เป็นคำที่สื่อนัยถึงการยกย่องในรูปร่างหน้าตา (โสเภณี) และลักษณะของการประกอบอาชีพ (คณิกา) ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามีเรื่องราวของโสเภณีหลายคนที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล และได้ทำคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนามากมาย เช่น

๑) นางอัมพปาลี : เกิดใต้ต้นมะม่วงในอุทยานของพระราชาในเมืองไพศาลี ได้รับการเลี้ยงดูจากผู้ดูแลส่วนมะม่วง จึงได้มีชื่อว่า “อัมพปาลี” แปลว่าผู้ดูแลสวนมะม่วง เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาดี และมีความสามารถในด้านดนตรีและนาฏศิลป์ จึงได้หันไปเอาดีในการประกอบอาชีพโสเภณี ครั้งหนึ่ง เธอทราบว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังโกฏิคาม จึงต้องการไปเฝ้าเพื่อฟังธรรม หลังจากได้เฝ้าและฟังธรรมแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร ต่อมาเจ้าลิจฉวีได้เข้ามานิมนต์พระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน แต่พระองค์ไม่ทรงรับเพราะได้รับนิมนต์จากนางอัมพปาลีไว้แล้ว ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงให้ความเสมอภาคแก่คนทุกชนชั้นและสาขาอาชีพ มิได้เลือกว่าผู้นิมนต์จะเป็นคนชั้นใด และมิได้ดูถูกบุคคลผู้นั้นประกอบอาชีพโสเภณี ต่อมาเธอได้บวชเป็นภิกษุณีและได้เป็นพระอรหันต์ในที่สุด ต่อมาเธอได้ถวายสวนมะม่วงให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ชื่อว่า “อัมพปาลีวัน” อีกด้วย

๒) นางสาลวดี : เป็นหญิงโสเภณีในกรุงราชคฤห์ มีความสามารถในด้านดนตรีและนาฏศิลป์อย่างยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ทั้งรูปร่างหน้าตาก็สวยงาม จนเป็นที่หมายปองของคนจำนวนมาก ต่อมาเธอตั้งครรภ์ คิดว่าหญิงที่มีครรภ์ย่อมไม่เป็นที่ต้องการของบุรุษ ในระหว่างที่ตั้งครรภ์เธอจึงแกล้งทำเป็นป่วย โดยสั่งให้คนเฝ้าประตูบอกแก่แขกว่า เธอป่วยไม่สามารถรับแขกได้ เมื่อคลอดบุตรแล้วได้ให้นางทาสีนำบุตรไปทิ้งที่กองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารได้เสด็จไปพบเด็กคนนี้เข้า จึงทรงนำมาเลี้ยงไว้ เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้นได้เดินทางไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองตักกศิลา จนกลายมาเป็นหมอผู้มีชื่อเสียง ชื่อว่า “หมอชีวกโกมารภัจจ์” ผู้ซึ่งทำหน้าที่ถวายการดูด้านสุขภาพของพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา

๓) นางสิริมา : เป็นลูกสาวของสาลวดี เป็นน้องสาวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เธอมีความงามเป็นเลิศเช่นเดียวกับมารดาของเธอ ได้ประกอบอาชีพโสเภณีเช่นเดียวกับมารดาของเธอ ต่อมาได้ฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน จึงได้ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์วันละ ๘ รูปเป็นประจำ วันหนึ่งเธอไม่สบายจึงสั่งให้นางทาสีเตรียมอาหารถวายพระสงฆ์แทน แม้จะไม่สบายแต่เธอก็มีแก่ใจออกมาไหว้พระสงฆ์ด้วย มีพระรูปหนึ่งเห็นเธอคิดว่า แม้เธอจะไม่สบายก็ยังงามถึงเพียงนี้ หากสบายดีคงจะงามยิ่งกว่านี้ กลับไปแล้วก็ยังคร่ำครวญถึงเธออีก ในวันนั้นเองนางสิริมาได้เสียชีวิตลง พระพุทธเจ้าทรงขอให้เก็บศพของเธอไว้ ในวันที่ ๔ ได้เสด็จไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์รวมทั้งพระรูปนั้นด้วย ทรงให้มีการประมูลราคาศพของเธอตั้งแต่ ๑,๐๐๐ กหาปณะลงไป ลดราคาลงไปจนถึงให้แบบเปล่า ๆ แต่ก็ไม่มีใครต้องการ พระองค์จึงศพของนางเป็นสื่อสำหรับสอนถึงความไม่ยั่งยืนของชีวิต จนเป็นเหตุให้มีผู้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก แม้แต่พระรูปนี้ก็ได้บรรลุโสดาบัน

๔) นางอัฑฒกาสี : เป็นลูกสาวเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ได้เป็นโสเภณีเพราะวิบากกรรมในอดีตชาติ ต่อมาเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส ต้องการบวชจึงเดินทางไปยังเมืองสาวัตถี ระหว่างทางนั้นมีพวกนักเลงซุ่มอยู่ จึงไม่สามารถเดินทางไปถึงเมืองสาวัตถีได้ พระพุทธองค์ทรงทราบข่าว จึงทรงอนุญาตให้บวชโดยการส่งทูตไปเป็นตัวแทน เรียกการบวชแบบนี้ว่า “ทูเตนอุปสัมปทา” เธอเป็นภิกษุณีเพียงรูปเดียวที่บวชด้วยวิธีนี้ เมื่อเธอได้บวชเป็นภิกษุณีแล้วปฏิบัติธรรมไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

๕) นางปทุมาวดี : เป็นโสเภณีอยู่ในเมืองอุชเชนี พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ทรงทราบกิตติศัพท์จึงเสด็จไปเสวยสุขกับเธอ ต่อมาเธอก็ตั้งครรภ์ พระเจ้าพิมพิสารจึงรับสั่งว่า หากเด็กในท้องเป็นผู้ชาย เมื่อโตขึ้นให้นำไปเฝ้าที่กรุงราชคฤห์ เธอคลอดลูกเป็นชาย ได้ตั้งชื่อว่า “อภัย” และได้ส่งไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารในเวลาต่อมา พระองค์ทรงเลี้ยงเด็กคนนี้เช่นเดียวกับพระโอรสองค์อื่นๆ ต่อมาอภัยได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา มีโอกาสได้เทศน์โปรดมารดาคือนางปทุมาวดี มารดาได้ฟังแล้วมีศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงได้ออกบวชเป็นภิกษุณีและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

๖) นางวิมลา : เกิดที่เมืองไพศาลี มารดาเป็นโสเภณี เมื่อโตเป็นสาว วันหนึ่งได้เห็นพระมหาโมคคัลลานะเดินบิณฑบาตอยู่ ได้เกิดหลงรักพระมหาโมคคัลลานะ จึงเดินตามไปจนถึงกุฏิแล้วพยายามหาเรื่องสนทนาด้วยเพื่อยั่วยวนท่าน แต่ท่านเป็นพระอรหันต์จึงไม่หวั่นไหวและทราบเจตนาของเธอ จึงเตือนเธอจนเธอได้สติ เธอรู้สึกอับอายกับพฤติกรรมที่แสดงออกมา จึงเลิกประกอบอาชีพโสเภณีตั้งแต่นั้นมา ต่อมาได้ออกบวชเป็นภิกษุณีและได้บรรลุอรหัตผล

อย่างไรก็ตาม มีโสเภณีอีกจำนวนหนึ่งที่ปรากฎในคัมภีร์พุทธศาสนาว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี หรือเป็นผู้มีส่วนให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี โสเภณีเหล่านี้มักไม่ปรากฏชื่อ แต่ถูกอ้างถึงในฐานะที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระภิกษุบางรูปหรือบางกลุ่ม เช่น

๑) เกี่ยวกับพระภัททวัคีย์ : มีเรื่องเล่าว่า มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้มีสมาชิกอยู่ ๓๐ คน ทั้งหมดเป็นเพื่อนกัน มักเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน กลุ่มคน ๓๐ คนนี้มีชื่อว่า “ภัททวัคคีย์” ในวันหนึ่งพากันไปเที่ยวในป่า ๒๙ คน มีภรรยาไปด้วย มีอยู่คนหนึ่งไม่มีภรรยาจึงไปว่าจ้างโสเภณีคนหนึ่ง (โสเภณีประเภทเวสี) ให้ไปเป็นเพื่อน ขณะที่พวกเขากำลังเที่ยวอย่างเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่นั้น โสเภณีคนนั้นได้ขโมยสิ่งของแล้วหนีไป พวกเขาจึงพากันตามหาโสเภณีคนนั้นจนไปพบพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามให้พวกเขาคิดว่า พวกเขาควรแสวงหาหญิงหรือควรจะแสวงหาตน เมื่อพวกเขาสำนึกได้ว่าควรแสวงหาตนเองดีกว่า พระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ฟังจนบรรลุธรรมและขออุปสมบทในพุทธศาสนา ในเรื่องนี้แม้ว่าโสเภณีที่กล่าวถึงจะมีพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่พฤติกรรมนี้ก็เป็นเหตุปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มภัททวัคีย์มีโอกาสได้ฟังธรรมและอุปสมบท

๒) เกี่ยวกับพระสุนทรสมุทร : ท่านเกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสาวัตถี มีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนเลื่อมใสต้องการออกบวช แต่บิดามารดาไม่อนุญาตให้บวช ท่านจึงรบเร้าจนได้รับอนุญาต ต่อมาบิดามารดาของท่านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีผู้สืบสกุล จึงว่าจ้างให้โสเภณีคนหนึ่งใช้อุบายทำให้ท่านสึก โสเภณีคนนี้ออกอุบายนิมนต์ท่านไปฉันที่บ้าน วันแรกได้ถวายอาหารที่ระเบียงนอกบ้าน วันต่อมาเธอแกล้งให้เด็กๆ ทำให้ที่นั่งนั่นสกปรก จึงนิมนต์ท่านเข้าไปฉันข้างในบ้าน วันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเธอก็สั่งให้เด็กๆ ส่งเสียงรบกวนแล้วนิมนต์ท่านขึ้นไปบนบ้าน เธอได้ใช้วิธีการต่างๆ นานา ที่เรียกว่ามารยาหญิง ๔๐ ประการ เช่น ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดมือ ทำก้มๆ เงย ๆ กระโดดโลดเต้น ทำเป็นเหนียมอาย หักนิ้วเล่น นั่งไขว่ห้าง เอามือขีดดินเล่น อุ้มเด็ก และหยอกล้อกับเด็ก เป็นต้น เพื่อให้ท่านหลงไหล แต่ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าที่ทรงแผ่พระรัศมีไปและตรัสให้เห็นโทษของกามจนพระเถระบรรลุอรหันตผลแล้วเหาะหนีออกจากบ้านนั้นได้

๓) เกี่ยวกับเจ้าลิจฉวี : มีเรื่องเล่าว่า ในวันหนึ่งได้มีมหรสพ พวกเจ้าลิจฉวีได้ตกแต่งประดับประดาร่างกายอย่างสวยสดงดงาม แล้วพากันออกไปเที่ยวพร้อมพาโสเภณีคนหนึ่งไปด้วย แต่ด้วยความอิจฉาริษยากันจึงเกิดการทะเลาะวิวาทชกต่อยกันจนเลือดนองแผ่นดิน ในวันนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จออกจากเมืองพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ได้เห็นเหตุการณ์นั้นจึงกราบทูลพระองค์ว่า พวกเจ้าลิจฉวีประสบกับความย่อยยับเพราะหญิงคนเดียวแท้ๆ พระองค์จึงตรัสสอนภิกษุสงฆ์ว่า ความโศกหรือภัยอันตรายย่อมเกิดขึ้นเพราะความยินดีนี่เอง เมื่อไม่มีความยินดี (ในกามคุณ ๕) ความโศกและภัยอันตรายย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ กรณีนี้แม้ว่าจะมีโสเภณีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โสเภณีก็เป็นโดยอ้อมที่ทำให้เกิดความพินาศขึ้นมา ความเสียหายที่เกิดึ้นนั้นมีเพราะกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจของคนต่างหาก เราจึงไม่สามารถกล่าวโทษโสเภณีคนนี้โดยส่วนเดียวว่าเธอมีพฤติกรรมที่ชั่วร้ายจนก่อความเสียหายขึ้นมา

จากประวัติของหญิงโสเภณีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา จะเห็นว่าท่าทีของพระพุทธองค์และพระสาวกที่ปฏิบัติต่อผู้หญิงเหล่านี้ จะเป็นลักษณะกลาง ๆ ไม่ดูหมิ่น ในขณะเดียวกันก็ไม่สนับสนุน กล่าวคือพระพุทธองค์ทรงแยกคนออกจากอาชีพของเขาอย่างชัดเจน คนทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร เมื่อตัดเรื่องอาชีพออกไปเสียแล้ว ก็มีฐานะเท่ากัน คือเท่ากันในฐานะที่เป็นคนเหมือนกัน และในฐานะที่เป็นคนนี้เอง ทุกคนจึงสามารถจะทำความดีเพื่อยกระดับชีวิตของตนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนก้าวเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลในที่สุด ดังจะเราจะเห็นได้ว่า พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนามาจากชนทุกชนชั้นอาชีพ เป็นกษัตริย์บ้าง พ่อค้าบ้าง ชาวนาบ้าง กรรมกรบ้าง โจรบ้าง โสเภณีบ้าง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ฐานะและบทบาทของโสเภณีในสังคมอินเดียสมัยโบราณที่ผู้เขียนยกมาข้างต้น โดยเฉพาะโสเภณีที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา อาจสรุปเป็นภาพรวมได้ดังนี้

๑) โสเภณี (นครโสเภณี) เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ ตำแหน่งดังกล่าวนี้พระราชาแห่งนครนั้น ๆ ทรงเป็นผู้สถาปนาเอง นครหนึ่งจะมีโสเภณีหนึ่งคน ตำแหน่งนี้เรียกว่านครโสเภณี ซึ่งหมายถึงหญิงงามประจำเมือง การคัดเลือกหญิงสาวเป็นโสเภณีต้องกระทำอย่างพิถีพิถันและเลือกเฟ้น สตรีที่ได้รับเลือกต้องมีคุณสมบัติมากมายนอกเหนือจากความสวยงามของหน้าตาและเรือนร่าง เช่น ต้องมีความรู้ในนาฏศิลป์ คีตศิลป์ และวรรณคดี เป็นต้น คือต้องมีทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ

๒) โสเภณีมีฐานะเป็นคนของทางราชการ ได้รับเงินอุดหนุนจากทางราชการส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งได้รับจากประชาชนในนครนั้น ๆ เรียกง่าย ๆ คือ คนที่อยู่ในตำแหน่งโสเภณีมีรายได้สองทางคือ รายได้ประจำจากทางการและประชาชน และรายได้จรที่มาจากคนที่มาใช้บริการ เพราะรายได้ที่มากมายมหาศาลนี้ นครโสเภณีจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย มีสถานที่อยู่เป็นคฤหาสน์ใหญ่โต และมีข้าทาสบริวาร

๓) นครโสเภณีเป็นตำแหน่งหัวหน้า ปกติตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น บุรุษในนครนั้น ๆ เมื่อจะไปหาความสำราญที่สำนักโสเภณี จะมีโสเภณีระดับรองลงมาซึ่งได้แก่บริวารที่นางนครโสเภณีจัดหามาไว้เป็นผู้คอยให้บริการ

๔) ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา นครโสเภณีหลายคนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล บางคนเป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาถึงขนาดสร้างวัดถวายพระสงฆ์ และมีบางคนที่มีศรัทธาเลิกอาชีพนี้แล้วเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี และได้กลายเป็นสาวิกาคนสำคัญที่ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๕. พุทธจริยศาสตร์ : ท่าทีต่อเรื่องเพศสัมพันธ์ และอาชีพโสเภณี

ที่ผ่านมาผู้เขียนได้กล่าวถึงโสเภณีในฐานะที่เป็นบุคคลซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในศาสนา เช่น พระพุทธเจ้า และพระสาวก เป็นต้น ยังไม่ได้ลงลึกไปในแง่ของมุมมองทางด้านพุทธจริยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เมื่ออภิปรายถึงอาชีพโสเภณีในแง่ของพุทธจริยศาสตร์ อีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องนำมาอภิปรายร่วมด้วย คือเรื่องเพศสัมพันธ์ (sexual relation) เพราะโสเภณีกับเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันชนิดที่แยกกันไม่ออก ดังนั้น ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าอาชีพโสเภณีสอดคล้องกับหลักพุทธจริยศาสตร์หรือไม่ จึงสมควรตอบคำถามเบื้องต้นก่อนว่าพุทธจริยศาสตร์มีท่าทีต่อเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างไร ?

๕.๑. ท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่อเรื่องเพศสัมพันธ์

หลักศีล ๕ ข้อที่ ๓ ที่ว่าห้ามพระพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร) ข้อความนี้แม้จะเป็นการกล่าวถึงกามในเชิงลบ (negative) แต่ก็แฝงนัยในเชิงบวก (positive) อีกด้านหนึ่งเอาไว้ นั่นคือการให้ประพฤติถูกในกาม (กาเมสุสัมมาจาร) แสดงให้เห็นว่าพุทธจริยศาสตร์ไม่ได้มีท่าทีต่อเรื่องกามหรือเรื่องเพศสัมพันธ์ในเชิงตำหนิว่าเป็นสิ่งไม่ดีงาม แต่สิ่งที่พุทธจริยศาสตำหนิคือพฤติกรรมทางเพศในทางที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น การผิดภรรยาสามีคนอื่น เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมองว่าเพศสัมพันธ์เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่พุทธจริยศาสตร์ได้รับว่าความสุขของมนุษย์มี ๒ อย่าง คือกามสุข และเนกขัมมสุข ความสุขอย่างแรกคือ กามสุข หมายถึงสุขที่เกิดจากการได้เสพกามคุณ ๕ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส และการสัมผัสถูกต้อง ซึ่งก็หมายรวมถึงความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ความสุขอย่างที่ ๒ คือ เขขัมมสุข หมายถึง ความสุขระดับที่ประณีตหรือความสุขทางจิตใจอันเกิดจากการพัฒนาตนเองจนสามารถละกิเลศได้

ข้อความในพระไตรปิฎกบางแห่ง ได้แบ่งความสุขออกเป็น ๓ ระดับ คือ

๑) กามสุข ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากการเสวยกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส รวมทั้งความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วย

๒) ฌานสุข ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากการได้ฌาน หรือความสุขของผู้ได้เสวยภาวะแห่งความสงบเยือกเย็นทางจิตใจอันเกิดจากการทำสมาธิภาวนา ความสุขประเภทนี้ แม้จะเป็นความสุขที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่ก็ถือว่ายังไม่ปลอดภัย เพราะยังไม่เป็นอิสระจากกิเลส

๓) นิพพานสุข ได้แก่ หมายถึงความสุขอันเกิดจากความดับกิเลสอย่างสิ้นเชิง เป็นความสุขที่อิสระ เป็นความสุขที่อิ่มเต็มภายในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยวัตถุภายนอกก็สามารถมีความสุขได้

แผนภูมิแสดงระดับความสุข

 

 

จากแผนภูมิจะเห็นว่า เมื่อเรามองกามสุขโดยสัมพันธ์กับความสุขประเภทอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นเพียงเป้าหมายขั้นต้นของชีวิตเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง เวลาที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับกามสุข หลักพุทธจริยศาสตร์เตือนให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน สามารถจะกลับกลายเป็นความทุกข์เมื่อไรก็ได้ ดังข้อความในพระวินัยปิฎก พระไตรปิฎเล่มที่ ๒ ท่านได้อุปมาโทษของกามไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้

๑) กามเปรียบเหมือนสุนัขที่เพลียและหิวโหย : สุนัขที่เพลียและหิวโดย เมื่อเขาโยนท่อนกระดูกเปื้อนเลือดให้ ก็แทะอยู่นั่นเองจนเหนื่อยอ่อน ก็อร่อยไม่เต็มอยาก และไม่เต็มอิ่มได้จริง

๒) กามเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยวเป็นต้นคาบบินมา : เมื่อเหยี่ยวแร้งตัวอื่นเห็นเนื้อนั้นเข้าก็โผเข้ามารุมจิกแย่งเอา คือเป็นของไม่สิทธิขาดแก่ตัว ผู้อื่นแย่งชิงได้ คนทั้งหลายต่างก็ต้องการหมายปองจะเอา เป็นเหตุให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงเบียดเบียนประทุษร้ายตลอดจนสังหารเข่นฆ่ากัน ถ้าไม่รู้จักปล่อยวาง ย่อมจะเดือดร้อนแสนสาหัส

๓) กามเปรียบเหมือนคนถือคบเพลิงหญ้าลุกโพลงเดินทวนลม : คบเพลิงหญ้าที่ลุกโพลงอยู่ จะไหม้อย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็จะต้องทิ้งเสีย มิฉะนั้นจะไหม้มือ ไหม้แขนและอวัยวะต่าง ๆ อาจถึงตายหรือไม่ก็สาหัส

๔) กามเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง : ผู้ที่รักชีวิตทั้งที่รู้ว่าหากตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงนั้น ถ้าไม่ตายก็ต้องเจ็บสาหัส และไม่อยากตกหลุม แต่ก็มีคนแข็งแรงคอยจับแขนฉุดดึงเข้าไปหาหลุมอยู่เรื่อยล้ำไป

๕) กามเปรียบเหมือนความฝัน : คือ มองเห็นทุกอย่างเฉิดฉายอำไพ แต่ไม่ทันนาน ก็ผ่านหายหมดไป พอตื่นขึ้นมาก็มองไม่เห็นอะไร เหลือไว้แต่ความเสียดาย

๖) กามเปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติที่ขอยืมเขามา : คือเหมือนสมบัติที่เอาออกแสดง ดูโก้เก๋หรูหรา วางท่าอวดกัน ผู้คนก็กล่าวขวัญชื่นชม แต่ครอบครองเอาไว้ได้เพียงชั่วคราวและอย่างไม่มั่นใจ ไม่เป็นสิทธิของตนแท้จริง เจ้าของ (ธรรมชาติ) ตามมาพบที่ไหนเมื่อไร ก็ต้องคืนเขาไปที่นั้นเมื่อนั้น ไม่มีทางผ่อนปรน ส่วนตนเองก็มีแต่ตัว โผล่มาแล้วก็ผลุบไป

๗) กามเปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกในราวป่า : ต้นไม้มีผลดกในราวป่า เมื่อผู้คนผ่านมา อยากได้ลูกผล เขาจะได้ด้วยวิธีใดก็ใช้วิธีนั้น ผู้ที่ขึ้นต้นไม้เป็นก็ปีนป่ายขึ้นไปเก็บ ส่วนคนที่ขึ้นไม่เป็นก็จะเอาให้ได้ ที่เป็นคนร้ายนิสัยพาลมีมีดขวานก็จะตัดทำลายเสียทั้งต้น คนที่อยู่บนต้นไม้ถ้าลงมาไม่ทัน ก็จะถูกต้นไม้ล้มทับแขนขาหักชอกช้ำหรือถึงล้มตายไป

๘) กามเปรียบเหมือนเขียงสับเนื้อ : คือเมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ก็เท่ากับเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงให้ถูกบั่นถูกสับ

๙) กามเปรียบเหมือนหอกและหลาว : คือมักจะคอยทิ่มแทงให้ได้แผลไม่เล็กก็ใหญ่ ไม่เจ็บน้อยก็เจ็บมาก

๑๐) กามเปรียบเหมือนหัวงู : เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องก็ไม่วายต้องคอยระแวง ไม่อาจปลงใจสนิทหรือวางจิตปลอดโปร่งได้แท้จริง อาจฉกฉวยเอาคือนำภัยอันตรายมาให้ได้เสมอ

การอุปมากามสุขทั้ง ๑๐ ประการนี้ ดูประหนึ่งว่าพุทธจริยศาสตร์จะมองเรื่องกามในแง่ร้าย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ท่านเพียงแต่ต้องการให้เราใช้ปัญญาพิจารณาธรรมชาติที่แท้จริงของมันเท่านั้นว่า ความสุขเกิดจากกาม เป็นความสุขระดับพื้นฐานเบื้องต้นของชีวิตเท่านั้น ไม่ควรติดตันหรือจมปลักอยู่แค่นั้น แต่ควรค้นหาความสุขที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ในประเด็นเกี่ยวกับความไม่นอนของกามสุขนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างจากความสุขขั้นประณีตหรือนิพพานสุข ดังนี้

๑) กามสุข ทำให้ชีวิตขึ้นกับสิ่งภายนอก ไม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นทาสขอวัตถุ มักหลอกให้นึกว่าเราเป็นเจ้าของบังคับมันได้ แต่ยิ่งเข้ายึดถือครอบครองมันจริงจังมากเท่าใด เราก็ยิ่งหมดอำนาจในตัวกลายเป็นทาสของมันมากขึ้นเท่านั้น ความเป็นทาสหรือขึ้นต่อกามคุณนั้น เป็นไปทั้ง ๒ ขั้นตอน คือ ก่อนที่จะได้รับรู้และเสพเสวย มันก็เป็นตัวบังคับและกำหนดทิศทางให้เราวิ่งแล่นไปทำการต่าง ๆ เพื่อหาเอาเวทนาที่ชอบมาเสพเสวย ถ้าเป็นไปอย่างรุนแรงก็คือมีชีวิตอยู่เพื่อมันเท่านั้น ครั้นได้รับเอามาเสพเสวยแล้ว มันก็ปรุงแต่งเราให้วุ่นไปตามมันอีก โดยให้เกิดตัณหาตามด้วยรัก โกรธ เกลียด โลภ หลง แล้วแสดงอาการต่าง ๆ ออกมาตามอำนาจกิเลสเหล่านั้น เป็นไปตามกระบวนการที่วา ตัณหาปรุงให้แสวงหาเวทนา (sensation) พอได้เวทนาแล้วว เวทนาก็ทำให้เราปรุงแต่งตัณหาอีก วนเวียนเรื่อยไป และขั้นสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงผันผวนปรวนแปรไปของสิ่งเหล่านั้น แม้ที่เป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติ ก็มีอิทธิพลบีบคั้นเข้ามาถึงชีวิตจิตใจของเรา ทำให้โศกเศร้าขุ่นหมองทุกข์ระทมคับแค้นไปตาม

ส่วนสุขที่ประณีตชั้นใน เป็นนิรามิสสุข คือไม่ต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอก จึงเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนั้น ยังเป็นหลักประกันที่ช่วยรักษาไม่ให้ลุ่มหลงหมกมุ่นในกามสุข ช่วยคุ้มครองให้เกี่ยวข้องกับกามสุขในทางที่ไม่เกิดโทษพิษภัย และไม่ให้เกิดความทุกข์เพราะความบีบขั้นที่เกิดจากความผันผวนปรวนแปรของวัตถุ

๒) เมื่อกามสุขต้องอาศัยกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส ซึ่งอยู่ภายนอก คนที่อยู่ด้วยกามสุขจึงเท่ากับเอาความสุขรวมทั้งโชคชะตาของตนทั้งหมดไปฝากไว้กับสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอก และสิ่งภายนอกเหล่านั้น ก็ขึ้นต่อเหตุปัจจัยหลากหลายที่เป็นไปตามวิถีของมัน ซึ่งผู้แสวงกามสุขนั้นบังคับควบคุมไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่ว่า ผู้ที่เอาความสุขของตนไปฝากไว้กับสิ่งอื่นซึ่งไม่แน่นอนเช่นนั้น จะต้องเต็มไปด้วยโอกาสที่จะพบกับความผิดหวังและความยุ่งยากวุ่นวายนานัปการ ยิ่งอยู่อย่างไม่รู้เท่าทันมากเท่าใด ก็ยิ่งประสบทุกข์ได้มากเท่านั้น

๓) กามสุข ทำให้ชีวิตหมุนวนอยู่แค่กระบวนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก อันนับได้ว่าเป็นกิจกรรมชั้นนอกของชีวิต และประระดับที่ผิวเผิน นอกจากนั้น การหมุนเวียนวิ่งตามมันไปนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ส่วนความสุขขั้นประณีต ช่วยให้มนุษย์เป็นอิสระจากกระบวนการรับรู้นั้นได้บ้าง ทำให้รู้จักที่จะเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องขึ้นต่อประสาทสัมผัสเหล่านั้น

๔) เพราะเป็นความสุขที่ขึ้นต่อวัตถุภายนอก กามสุขจึงต้องอาศัยอารมณ์ที่จะเข้ามาป้อนให้แก่ตัณหาผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ถ้าไม่มีอารมณ์ (sense-objects) ป้อนเข้ามา ก็จะอยู่เป็นทุกข์ ส่วนสุขประณีตภายในไม่ต้องอาศัยอารมณ์ที่จะต้องถูกป้อนเข้ามา ผู้มีความสุขประเภทนี้ แม้จะขาดอารมณ์สนองประสาทสัมผัสก็สามารถอยู่เป็นสุขได้ นอกจากนี้ เพราะเหตุที่กามสุขต้องขึ้นต่ออารมณ์จากภายนอกนี้เอง กามสุขจึงเป็นสุขชนิดที่อยู่กับตัวเองไม่ได้ ต้องร่านรนไปหาสิ่งที่จะเสพเสวย ซึ่งว่าตามความเป็นจริงแล้ว อาการร่านรนกระสับกระส่ายเช่นนั้นล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น ครั้นได้เสพเสวยอารมณ์นั้นสมปรารถนา แม้จะเป็นอารมณ์ที่ชอบใจถูกใจ ผู้เสพก็ไม่สามารถเสวยอารมณ์นั้นอยู่ได้นาน ถ้าเสพอยู่นานก็จะกลายเป็นทนเสพ แล้วที่สุขก็จะกลายเป็นทุกข์ สุขจากกามจึงอาศัยการเปลี่ยนอารมณ์อยู่เรื่อย ๆ

๕) กามสุขเป็นสุขที่ถูกตัณหาปรุงแต่ง อยู่ใต้อิทธิพลของตัณหา คือเนื่องด้วยความชอบใจและไม่ชอบใจที่สั่งสมเป็นความเคยชิน ดังนั้น ผลจะปรากฏว่าอาการและลักษณะที่ชอบใจและไม่ชอบใจนั้นผันแปรไม่แน่นอน ของอย่างเดียวกัน การแสดงออกกิริยาท่าทางรูปลักษณะเดียวกัน คนหนึ่งชอบ คนหนึ่งไม่ชอบ คนหนึ่งเห็นเป็นสุข อีกคนหนึ่งเห็นเป็นทุกข์ แม้แต่บุคคลเดียวกัน คราวหนึ่งเห็นหรือได้ยินแล้วพอใจ อีกคราวหนึ่งเห็นหรือได้ยินแล้วขัดใจ หรือในกรณีที่ต่างบุคคลรับรู้อารมณ์เดียวกันแล้วต่างก็ชอบใจ ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ต่างบุคคลนั้นเองกลับขัดใจซึ่งกันและกัน เพราะต่างก็ปรารถนาสิ่งเดียวกัน ภาวะเช่นนี้นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ความขัดแย้งภายในจิตใจบุคคล ความกระทบกระทั่งระหว่างบุคคลเป็นต้น ตรงกันข้ามกับความสุขขั้นประณีต เกิดแก่ใครเมื่อใด ก็มีแต่เป็นคุณ ให้ความสบาย เป็นที่พอใจแก่ผู้นั้นทันที และเกื้อกูลแก่ผู้อื่นทุกคนที่เกี่ยวข้อง

๖) โดยเหตุที่กามสุขเกิดจากการได้สนองตัณหา ถ้าตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้รับการสนอง ตัณหานั้นไม่ระงับไป ปมปัญหาก็เกิดขึ้นทันที ปมปัญหาหรือภาวะติดขัดบีบคั้นนั้นท่านเรียกว่าทุกข์ พอทุกข์เกิดขึ้น ผลเสียก็ตามมา ผลเสียนี้ถ้าไม่ขังอยู่ภายใน ก็ต้องหาทางระบายออกข้างนอก หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง ผลเสียที่ขังอยู่ข้างในได้แก่อาการกลัดกลุ้มกระวนกระวายคับแค้นเศร้างหมองและทุกข์ใจต่าง ๆ รวมเรียกว่าความหลงไหลฟั่นเฟือน ผลเสียที่หาทางออกข้างนอกอาจระบายทางเบา เช่น อาจไปแสวงหาความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจลึกลับดลบันดาลต่าง ๆ บ้างก็พยายามกลบเกลื่อนทุกข์ด้วยกามสุขชนิดที่หยาบและร้อนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรืออาจระบายทางรุนแรงต่อผู้อื่น เช่น ก่อเหตุขัดแย้งรุกรานผู้อื่นหรือทำการในทางทำลายไปรอบตัวเท่าที่ตนจะเกี่ยวข้องไปถึง เกิดพฤติกรรมที่เป็นภายมากมาย หรือไม่ก็หันกลับเข้ามาเกลียดชังตัวเอง ทำการเข้มงวดบีบรัดต่าง ๆ แม้กระทั่งทำลายตนเอง

นอกจากนั้น ท่านธรรมปิฎกยังได้เสนอแนวทัศนะของของพุทธจริยศาสตร์เกี่ยวกับการเสวยกามสุขไว้ ๓ ระดับ คือ

๑) กามสุขขั้นดีเลิศ : คือการเสวยกามสุข พร้อมทั้งรู้จักความสุขอย่างประณีตด้วย ความสุขอย่างประณีตนั้นจะเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาและค้ำประกันให้การเสวยกามสุขอยู่ในขอบเขตแห่งความดีงาม ให้เสวยกามอย่างมีศีลธรรม ไม่ก่อปัญหาทั้งแก่ตนและคนอื่น แต่สามารถเป็นอยู่อย่างเกื้อกูลทำให้เกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคม โดยมีลักษณะทั่วไปคือ รู้เท่าทันเห็นโทษอันได้แก่ช่องเสียหรือแง่ที่บกพร่องของกามสุขนั้น รู้จักประมาณในการเสพเสวย ไม่หลงไหลมัวเมา เช่น ในทางเพศ ผู้มีครอบครัวก็มี สทารสันโดษ คือความพอใจอิ่มใจอยู่แค่คู่ครองของตน อยู่ร่วมกันด้วยธรรมเช่น จงรักภักดีต่อกันและชักจูงกันให้เจริญก้าวหน้าในความดีงามและความสุขที่ประณีตสูงขึ้นไป

๒) กามสุขขั้นดี : คือการเสวยกามสุขที่มีศีลธรรม แต่ยังห่างเหินจากความสุขอย่างประณีต มีลักษณะคล้ายกบการเสวยกามสุขขั้นดีเลิศนั่นเอง คือ เสวยกามสุขไปตามปกติธรรมดา โดยยอมรับและรู้เท่ากันความจริงว่า เมื่อมีกามก็ต้องมีทุกข์บ้างเป็นคู่กัน มองเห็นแง่เสียหรือโทษของกามนั้น แล้วดำเนินชีวิตอย่างให้มีทุกข์น้อยที่สุด ให้กาเกิดโทษก่อปัญหาน้อยที่สุด ไม่หมกมุ่นมัวเมา รู้จักประมาณและพยายามปฏิบัติตนให้เป็นที่เกิดของประโยชน์สุขให้มาก แต่เพราะยังขาดความสุขอย่างประณีตไว้เป็นทางออกสลับเลือกที่ดีกว่า จึงยังเสี่ยงต่อการที่จะถูกล่อเร้าให้ถลำลึกลงไปในกามสุข ยังอาจกลับหมกมุ่นสยบได้อีก ไม่มั่นคงปลอดภัยแท้จริง

๓) กามสุขขั้นทราม : คือการเสวยกามสุขอย่างหมกมุ่นมัวเมา จิตใจฝักใฝ่หลงไหลครุ่นคิดอยู่แต่ในเรื่องการแสวงหาและปรนเปรอตนด้วยสิ่งเสพเสวยต่าง ๆ มีลักษณะเด่นเช่น ในเรื่องอาหารและเรื่องทางเพศ ก็มีการกระตุ้นปลุกเร้าให้มีความตื่นเต้นความกระสับกระส่ายกระวนกระวาย อย่างเกินเลยกว่าระดับที่เรียกกันว่าเป็นความต้องการตามธรรมชาติของการกินอาหารและการสืบพันธุ์ อาจปรุงแต่งวิธีการและอุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าความเครียดกระวนกระวายเช่นนี้ โดยอาศัยความต้องการที่เรีกยกันว่าตามธรรมชาตินั้นเป็นเพียงเชื่อสำหรับจุดไฟแล้วโหมความอยากให้รุนแรงมากกว่าปกติและให้เป็นไปอยู่บ่อย ๆ หรือเนืองนิตย์ ในสภาพเช่นนี้ การมีเพศสัมพันธ์ที่มิใช่เพื่อการสืบพันธุ์ จะเป็นไปอย่างโดดเด่นจนถึงขึ้นหมดสำนึกต่อจุดหมายดั้งเดิม กลายเป็นกิจกรรมเสพเสวยเพื่อสนองตัณหาอย่างเดียวล้วน ๆ หรือกามเพื่อกามโดยสิ้นเชิงและตามมาด้วยภาวะที่เรียกได้ว่าอยู่เพื่อกามหรือมีชีวิตอยู่เพื่อกินเสพเท่านั้น

 

 

๕.๒ ท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่ออาชีพโสเภณี

ท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่ออาชีพโสเภณี สามารถมองได้ ๒ ด้าน คือ

๑) ท่าทีในแง่ของศีลหรือวินัย (disciplines/rules) : คือการมองโดยมีเกณฑ์ตัดสินแน่นอนว่าพฤติกรรมทางเพศอย่างนั้นอย่างนี้ผิดศีลหรือไม่ มีลักษณะคล้ายกับเกณฑ์ตัดสินทางกฎหมาย เช่น กรณีของการฆ่าสัตว์ การที่จะตัดสินว่าพฤติกรรมนั้น ๆ ผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ จะต้องเอาเกณฑ์เหล่านี้มาจับ คือ (๑) รู้ว่าสัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ (๒) มีเจตนาหรือความจงใจในการฆ่า และ (๓) ลงมือฆ่าสัตว์ให้ตายด้วยเจตนานั้น ถ้าหากครบเกณฑ์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ก็ตัดสินได้เลยว่าพฤติกรรมนั้นผิดศีล

๒) ท่าทีในแง่ของธรรม : การมองในแง่ของธรรม เป็นการมองถึงความควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เกื้อกูลส่งเสริมคุณภาพชีวิตหรือฉุดให้ชีวิตตกต่ำลงหรือไม่ ซึ่งเรียกตามศัพท์พระพุทธศาสนาว่าเป็น “กุศล” หรือ “อกุศล” พฤติกรรมบางอย่าง เช่น พฤติกรรมหมกมุ่นในกาม แต่ไม่ได้ไปละเมิดคู่ครองของคนอื่น เป็นต้น ถ้าเอาเกณฑ์ของศีลข้อ ๓ คือ กาเมสุมิจฉาจารมาตัดสิน ก็ถือว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้ไปละเมิดคู่ครองของคนอื่น แต่ถ้าถามต่อไปว่าพฤติกรรมอย่างนี้ผิดธรรมหรือไม่ ก็ตอบว่าผิด เพราะเป็นพฤติกรรมที่ฉุดคุณภาพชีวิตให้ของตนตกต่ำลง โดยนัยนี้ ท่าทีของพุทธ-จริยศาสตร์ในแง่ของธรรม ท่านไม่ถึงกับมีหลักตัดสินเด็ดขาดตายตัวเหมือนศีลหรือวินัย เพียงแต่วางหลักการไว้กว้าง ๆ เท่านั้น เช่นหลักการที่ท่านวางไว้ในกาลามสูตรที่ว่า

ดูก่อนชาวกาลามะ เมื่อใดก็ตามที่ท่านทั้งหลายทราบชัดด้วยตัวเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้เมื่อยึดถือแล้วย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษ ดูก่อนชาวกาลามะ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายก็ควรละเว้นธรรมเหล่านั้นเสีย

ดูก่อนชาวกาลามะ เมื่อใดก็ตามที่ท่านทั้งหลายทราบชัดด้วยตัวเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ปราศจากโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้เมื่อยึดถือแล้วย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ดูก่อนชาวกาลามะ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายก็ควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่เสมอ

เกณฑ์ตัดสินในแง่ของธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนี้มีทั้ง ๒ ด้าน คือ เกณฑ์ตัดสินด้านไม่ดี ประกอบด้วย (๑) แรงจูงใจแบบอกุศล คือ โลภ โกรธ หลง (๒) มีโทษ คือการกระทำนั้นมีโทษต่อตนเองและคนอื่น (๓) ผู้รู้ติเตียน คือ ไม่ไปเป็นตามไปตามแนวทางของปราชญ์หรือผู้ที่ได้รับการเคารพยกย่องจากสังคม (๔) เมื่อยึดถือแล้วย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษ คือเมื่อทำมาแล้วนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนเองและคนอื่น และ เกณฑ์ตัดสินด้านดี ประกอบด้วย (๑) แรงจูงใจแบบกุศล คือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง (๒) ปราศจากโทษ (๓) ผู้รู้สรรเสริญ (๔) เมื่อยึดแล้วย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สุข

ท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ทั้ง ๒ แบบดังกล่าวมานี้ คือเกณฑ์ตัดสินที่ผู้เขียนจะนำไปวิเคราะห์ประเด็นเรื่องโสเภณี ดังนี้

๑) อาชีพโสเภณีมองในแง่ของศีล : กาเมสุมิจฉาจาร

หลักศีล ๕ ข้อที่ ๓ คือ กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การผิดศีลจากการละเมิด คู่ครองของคืนอื่น รวมถึงการละเมิดเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งอยู่ในการดูแลของผู้ ปกครอง เกณฑ์ตัดสินของศีลข้อนี้ คือ (๑) รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นคู่ครองของคนอื่น หรือเด็กนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ (๒) มีจิตคิดอยากจะเสพหรือมีเจตนาในการเสพ (๓) ทำการเสพสำเร็จตามเจตนานั้น ถ้าพฤติกรรมทางเพศใด ๆ ก็ตามเข้ากับเกณฑ์ทั้ง ๓ ข้อนี้ ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลข้อที่ ๓ นี้ ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้

    • กรณีทั่วไป

ก. กรณีที่ชายและหญิงแต่งแล้วทั้งคู่ : ถ้าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางเพศกัน ถือว่าผิดศีลข้อ ๓ ทั้งคู่ คือ (๑) ชายผิด ๒ สถาน คือ ผิดเพราะละเมิดภรรยาของตน และละเมิดภรรยาของคนอื่น (๒) หญิงผิด ๒ สถานเหมือนกัน คือ ผิดเพราะละเมิดสามีของตน และละเมิดสามีของคนอื่น

ข. กรณีชายแต่งงานแล้ว หญิงเป็นโสดและบรรลุนิติภาวะแล้ว : ถ้าทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กัน ถือว่าผิดศีลข้อ ๓ ทั้งคู่ คือ (๑) ชายผิดเพราะละเมิดภรรยาของตน (๒) หญิงผิดเพราะละเมิดสามีของคนอื่น

ค. กรณีชายเป็นโสด หญิงแต่งงานแล้ว : ถ้าทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กัน ถือว่าผิดศีลข้อ ๓ ทั้งคู่ คือ (๑) ชายผิดเพราะละเมิดภรรยาของคนอื่น (๒) หญิงผิดเพราะละเมิดสามีของตน

ง. กรณีชายและหญิงเป็นโสดทั้งคู่ : ถ้าทั้งคู่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีเพศสัมพันธ์กันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ถือว่าไม่ผิดศีลข้อที่ ๓

    • กรณีคนเที่ยวโสเภณีและคนประกอบอาชีพโสเภณี

ถ้าเราใช้เกณฑ์ข้างต้นมาเทียบกับกรณีปัญหาโสเภณี จะมีลักษณะดังนี้

ก. กรณีคนเที่ยวโสเภณี : ถ้ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับโสเภณีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือโสเภณีที่ถูกล่อลวงมา ถือว่าทำผิดศีลข้อ ๓ เพราะ (๑) กรณีเด็กที่ถูกล่อลวงมา ถือว่าผิดเพราะละเมิดสตรีที่อยู่ในความคุ้มครองของพ่อแม่หรือญาติมิตร (๒) กรณีโสเภณีที่ถูกล่อลวงมา แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่มีใครดูแลคุ้มครอง ก็ถือว่าผิด เพราะเป็นการข่มขืนหรือละเมิดสิทธิของผู้หญิงคนนั้นโดยตรง นอกจากนั้น ในกรณีชายแต่งงานแล้วไปเที่ยวโสเภณีที่บรรลุนิติภาวะแล้วและสมัครใจ ก็ถือว่าผิดเช่นเดียวกัน เพราะละเมิดภรรยาของตน

ข. กรณีคนประกอบอาชีพโสเภณี : ถ้ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่เป็นชายโสดและบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ถือว่าผิด เพราะไม่ได้ละเมิดใคร แต่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายที่มาเที่ยวซึ่งมีภรรยาแล้วหรือที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือว่าผิดเพราะเป็นการละเมิดสามีของคนอื่น และละเมิดชายที่อยู่ในการปกครองดูแลบิดามารดาหรือญาติพี่น้อง

ถ้าเราใช้เกณฑ์พุทธจริยศาสตร์ที่ยกมาข้างต้นมาตอบคำถามว่า การประกอบอาชีพโสเภณี ถือว่าผิดศีลข้อที่ ๓ หรือไม่ ? จะเห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่คนประกอบอาชีพโสเภณีจะทำผิดศีลข้อที่ ๓ ส่วนที่ไม่ผิดมีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นคือ การมีเพศสัมพันธ์กับชายโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นอกจากนั้น โสเภณียังมีส่วนโดยทางอ้อมในการทำให้คนอื่น ๆ (คนเที่ยว) ผิดศีลข้อที่ ๓ อีกด้วย เรียกว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำให้อื่นทำผิดศีลธรรมอันดีงามของสังคมนั่นเอง

๒) อาชีพโสเภณีมองในแง่ของธรรม : สทารสันโดษ

หลักธรรมอีกข้อหนึ่งที่น่าจะสะท้อนให้เห็นท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่อปัญหาโสเภณีได้ดี คือ “สทารสันโดษ” แปลว่า ความพอใจในคู่ครองของตน เป็นหลักธรรมที่สะท้อนให้เห็นท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ที่ต้องการให้คู่สามีภรรยามีความซื่อสัตย์ก่อกัน ไม่ประพฤตินอกใจกัน ดังที่ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักธรรมข้อนี้ว่า

สำหรับสทารสันโดษ ที่เป็นข้อปฏิบัติตรงข้ามกับกาเมสุมิจฉาจาร มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวไว้ สทารสันโดษ แปลว่าความพอใจด้วยภรรยาของตน ว่าโดยสาระก็คือความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน แม้ว่ามองกว้าง ๆ หลักการจะเปิดให้เกี่ยวกับจำนวนของคู่ครอง มิได้กำหนดไว้ตายตัวว่าคนเดียวหรือกี่คน สุดแต่ตกลงยินยอมกันโดยสอดคล้องกับประเพณีและบัญญัติของสังคม โดยถือว่าไม่ละเมิดต่อคู่ครองหรือของห่วงห้ามที่เป็นสิทธิของผู้อื่นไม่ละเมิดฝ่าฝืนความสมัครใจของคู่กรณีและไม่นอกใจคู่ครองของตน

แม้หลักธรรมข้อนี้จะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องโสเภณีโดยตรง แต่ก็สะท้อนให้เห็นท่าทีเกี่ยวเรื่องทางเพศของพุทธจริยศาสตร์ได้ดี ท่าทีที่ว่านี้ก็คือความต้องการที่จะคนในสังคมมีความสำรวมระวังในเรื่องทางเพศ ด้วยการไม่ไปละเมิดบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครองของตน ดังนั้น เมื่อเราใช้กรอบของของพุทธจริยศาสตร์ข้อนี้เข้ามาจับปัญหาโสเภณี จะเห็นว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ทางสังคมแบบพุทธที่ต้องการให้คนมีความสำรวมระวังในพฤติกรรมทางเพศ โดยเฉพาะถ้าเรานำเกณฑ์ตัดสินในแง่ของธรรมเข้ามาจับ ถือว่าเป็นอาชีพที่ผิดธรรม เพราะไม่เป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่ชีวิตของตนและคนอื่น ไม่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และอาจจะนำมาซึ่งทุกข์โทษแก่คนเองและคนอื่นด้วย เช่น ก่อให้เกิดปัญหาความแยกแตกในครอบครัว และปัญหากามโรค เป็นต้น

๓) อาชีพโสเภณีมองในแง่ของธรรม : หลักทิศ ๖

หลักพุทธจริยศาสตร์อีกข้อหนึ่ง คือ พันธะทางศีลธรรม (moral obligation) ที่คู่สามีภรรยาจะพึงปฏิบัติต่อกัน พันธะที่ว่าคือหลักความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม หรือที่เรียกว่า “ทิศ ๖ ” โดยได้กล่าวถึงหน้าที่ของสามีภรรยาที่จะพึงปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

ก. สามีพันธะที่จะพึงปฏิบัติต่อภรรยา ดังนี้

๑) ยกย่องให้เกียรติภรรยาในทางสังคม

๒) ในทางส่วนตัว ไม่แสดงอาการดูหมิ่นดูแคลน

๓) ไม่นอกใจ

๔) มอบความเป็นใหญ่ในเรื่องงานบ้านให้

๕) รู้จักจัดหาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาสอันควร

ข. ภรรยาพันธะที่จะพึงปฏิบัติต่อสามี ดังนี้

๑) จัดการงานบ้านให้เรียบร้อย ไม่บกพร่อง

๒) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อญาติมิตร ทั้งทางฝ่ายสามีและฝ่ายตน

๓) ไม่นอกใจ

๔) รักษาทรัพย์สินที่สามีหามา

๕) ขยันและรู้จักเรียนรู้ที่จะทำงานบ้านให้ดีอยู่ตลอดเวลา

จะเห็นว่า ในจำนวนพันธะทั้ง ๖ ประการนี้ มีข้อหนึ่งที่กล่าวถึงการไม่นอกใจคู่ครองของตน ถือว่าเป็นข้อที่มีความเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องศีลข้อ ๓ และสทารสันโดษด้วย เพราะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตรงนี้สะท้อนให้เห็นท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ที่ต้องการให้เรื่องคู่ครองเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นแก่สถาบันครอบครัว ถ้าใช้เกณฑ์พุทธจริยศาสตร์ในแง่ของธรรมเข้ามาตัดสิน การเที่ยวโสเภณีก็ดี การประกอบอาชีพโสเภณีก็ดี แม้จะมีบางกรณีจะไม่ผิดศีลข้อที่ ๓ แต่ก็ถือว่าผิดในแง่ของธรรม เพราะเป็นอาชีพที่ไม่เกื้อกูลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั่นเอง

๖. วิพากษ์และสรุป

๖.๑ วิพากษ์

ประเด็นจริยธรรมที่ว่าอาชีพโสเภณีควรมีในสังคมไทยได้หรือไม่ ในทัศนะของเขียน เมื่อเราจะวิพากษ์ปัญหานี้บนพื้นฐานของพุทธจริยศาสตร์ เราควรใช้ท่าทีแบบเมตตาสงสารทั้งต่อกลุ่มคนที่ออกมาสนับสนุนและกลุ่มที่คัดค้าน รวมทั้งกลุ่มผู้กำลังประกอบอาชีพโสเภณีอยู่ในขณะนี้ด้วย เพราะถ้าเราใช้ท่าทีแบบศัตรูหรือคู่ปฏิปักษ์ ถือว่าไม่สอดคล้องกับหลัก “เมตตากายกรรม” “เมตตาวจีกรรม” และ “เมตตามโนกรรม” หรือหลักการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นด้วยเมตตาทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก และอาจจะมีหลายคนที่ได้ทำ คุณประโยชน์แก่พระศาสนาด้วยเงินที่เธอหามาได้จากอาชีพโสเภณี

ถ้าถามว่าปัญหานี้ควรหาทางออกอย่างไร? เมื่อมองจากฐานแนวคิดของพุทธจริยศาสตร์ ผู้เขียนคิดว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ขัดกับศีลข้อที่ ๓ และหลักธรรมอื่น ๆ ที่สอนในแนวเดียวกันนี้ อันนี้คือความจริงที่เราจะต้องยอมรับเป็นเบื้องต้นก่อน ถามว่าทำไมจึงบอกว่าขัด เพราะเป็นอาชีพที่ลดคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้ต่ำลงนั่นเอง (มิจฉาอาชีวะ) พระพุทธศาสนายกย่องอาชีพที่เป็น “สัมมาอาชีวะ” คืออาชีพที่ชอบหรืออาชีพที่เป็นในทางที่จะยกชีวิตมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเข้าถึงความดีงามสูงสุด (นิพพาน) นอกจากนั้น อาชีพโสเภณียังเป็นอาชีพที่ไม่เกื้อกูลต่อความมั่นคงของสังคมและครอบครัวด้วย นั่นคือมีส่วนที่จะทำให้คนมีโอกาสประพฤติทางเพศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นที่มาของความร้าวฉานและแตกแยกในสถาบันครอบครัว

ในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของโสเภณีที่มีบางกลุ่มยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างนั้น พุทธจริยศาสตร์ควรจะตอบปัญหานี้อย่างไร ? ผู้เขียนคิดว่าพุทธจริยศาสตร์ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องสิทธิแบบสุดโต่ง แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่ามนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะเลือกกำหนดชีวิตตนเอง หลักสิทธิในการเลือกกำหนดชีวิตของตนเองที่พระพุทธศาสนาเสนอก็คือ “หลักกรรม” หรือหลักการกำหนดชีวิตของตนเองด้วยกรรมหรือการกระทำของตนเอง โดยไม่ยอมให้อำนาจดลบันดาลของสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติมากำหนด แม้การที่โสเภณีเลือกกำหนดชีวิตของตนเองด้วยการเป็นโสเภณี โดยอ้างว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล พระพุทธศาสนาก็มองว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเป็น “อกุศลกรรม” ถามว่าถ้าเลือกที่จะยึดอาชีพโสเภณี พระพุทธศาสนาเคารพสิทธิอันนี้หรือไม่ ? ก็ตอบว่าเคารพ เพราะโสเภณีสามารถกำหนดชีวิตตนเองได้ด้วยกรรมอยู่แล้ว ถ้าถามต่อไปว่า พระพุทธศาสนาสนับสนุนการเลือกแนวทางนี้หรือไม่ ? ก็ต้องตอบว่าไม่สนับสนุน เพราะพระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการที่พัฒนาชีวิตของตนได้จนถึงขั้นสูงสุด ดังนั้น ถ้าการเลือกใช้สิทธิในการเลือกอาชีพใด ๆ ก็ตามที่ไม่เป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิตของตนให้สูงขึ้น พระพุทธศาสนาก็ไม่สนับสนุนแนวทางนั้น แต่ก็ได้เสนอทางเลือกใหม่ให้นั่นคือการประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่เป็น “สัมมาอาชีวะ” ซึ่งไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่บอกว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ขัดกับหลักศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา ยังไม่ถือว่าเป็นการชี้ทางออกให้กับปัญหานี้ ผู้เขียนคิดว่าทางออกสำหรับปัญหาโสเภณีในสังคมไทย ก็คือต้องมองคนที่ประกอบอาชีพโสเภณีด้วยท่าทีแบบเมตตาสงสาร ถ้อยทีถ่อยอาศัยกัน ไม่ใช่ดูถูกเหยียดหยาม หรือประณามว่าคนเป็นชั่วราย แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้เขาอาจจะผิดศีลข้อที่ ๓ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีศักดิ์ศรีแห่งความมนุษย์ พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักยภาพที่พัฒนาได้เหมือนอย่างพระอรหันต์ที่เคยเป็นโสเภณีในสมัยพุทธกาล ดังนั้น เราจะต้องพยายามเข้าใจปัญหาของพวกเขาให้ท่องแท้ด้วยการศึกษาหาสาเหตุที่ไปที่มาของปัญหา พยายามให้การศึกษาแก่พวกเขาและชี้ให้เห็นว่าคุณค่าอันดีงามของชีวิตอยู่ตรงไหน จากนั้น พยายามช่วยกันยกระดับพวกขึ้นมาจากอาชีพนั้นให้ได้ เหมือนที่พระพุทธเจ้าเคยทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว ที่สำคัญคือคนในสังคมทั้งหมดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรทางศาสนาจะต้องร่วมมือกัน เพราะเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนกลุ่มนี้ (โสเภณี) โดยส่วนลึกของจิตใจแล้ว ไม่มีใครอยากประกอบอาชีพที่สังคมดูถูกอย่างนี้ และไม่มีใครอยากนอนร่วมกับคู่นอนกับคนที่ตนไม่ได้รัก (โสเภณีส่วนมากยอมรับตรงจุดนี้) แต่ที่พวกเขาทำไปเพราะมีความจำเป็นบางอย่าง ดังนั้น ถ้าตอบแบบพุทธจริยศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เราต้องให้โอกาสและเข้าใจพวกเขา นี้คือท่าแห่งการแก้ปัญหาแบบพุทธที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในสมัยพุทธกาล

๖.๒ สรุป

ประเด็นจริยธรรมเรื่องโสเภณีที่ผู้เขียนนำเสนอมาทั้งหมด เป็นการศึกษาโดยมองผ่านกรอบแนวคิดของพุทธจริยศาสตร์เพื่อหาคำตอบว่าปัญหาโสเภณีในสังคมไทยจะหาทางออกอย่างเหมาะสมตามหลักพุทธจริยศาสตร์ได้อย่างไร? จากการศึกษาทำให้ผู้เขียนได้รับคำตอบหลัก ดังนี้-

เนื่องจากโสเภณีเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก ดังนั้น เวลาพูดถึงเรื่องโสเภณีต้องให้ครอบคลุมถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะถ้าเราเข้าใจมโนทัศน์เรื่องเพศสัมพันธ์ในทัศนะของพุทธจริยศาสตร์ดีแล้ว จะมีผลต่อการตอบปัญหาเรื่องโสเภณีได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย พุทธจริยศาสตร์ไม่ได้มองเรื่องเพศสัมพันธ์ว่าเป็นเรื่องต่ำทราม หากแต่ถือว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ พฤติกรรมทางเพศสัมพนธ์ที่พุทธจริยศาสตร์ตำหนิคือการละเมิดคู่ครองของคนอื่น นอกจากนั้นในการแบ่งประเภทของความสุขอันสัมพันธ์กับเป้าหมายชีวิตของมนุษย์ ระดับ พุทธจริยศาสตร์ก็ได้จัดให้ “กามสุข” อยู่ในโครงสร้างส่วนหนึ่งของความสุขเหล่านั้นด้วย นั่นคือเป็นความสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พุทธจริยศาสตร์ก็ไม่ได้ถือว่ากามสุขหรือเพศสัมพันธ์ทางเพศเป็นความต้องการจำเป็น (necessary need) ที่มนุษย์จะต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังมีความสุขระดับอื่น ที่เป็นอิสระและประณีตกว่ารอคอยให้มนุษย์เข้าถึงอยู่ ด้วยเหตุนี้ พุทธจริยศาสตร์จึงไม่สนับสนุนให้มษุษย์ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในกามสุขจนเกินไป แต่ส่งเสิรมให้พัฒนาศักยภาพของตนให้สูงขึ้นจนอยู่เหนือกามสุขให้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อจะโยงกามสุขเข้ามาสัมพันธ์กับเรื่องโสเภณี เบื้องต้นเราต้องทราบก่อนว่าพุทธจริยศาสตร์มีท่าทีอย่างไรต่อบุคคลผู้ประกอบอาชีพโสเภณีในสมัยพุทธกาล จากการศึกษาพบว่า ในสมัยพุทธกาล โสเภณีเป็นอาชีพที่มีเกียรติพอสมควรในสายตาของคนสมัยนั้น โดยเฉพาะโสเภณีชั้นสูงที่เรียกว่า “นครโสเภณี” โสเภณีเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งเกี่ยวข้องในแง่ของการเข้ามาบวชและการให้ความอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา สำหรับท่าทีของพุทธจริยศาสตร์ต่อคนที่ประกอบอาชีพโสเภณีนั้น มี ส่วนหลัก คือ

๑) ท่าทีต่อผู้ประกอบอาชีพในฐานะเป็นปัจเจกบุคคล : หมายถึงท่าทีในการมองบุคคลผู้ประกอบอาชีพโสเภณี พุทธจริยศาสตร์มองคนที่ประกอบอาชีพโสเภณีแบบกลาง ๆ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม และไม่สนับสนุน ซึ่งก็ไม่ได้ต่างท่าทีที่มีต่อคนที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ กล่าวคือพุทธจริยศาสตร์มองในทุกสาขาอาชีพว่าเป็นคนเหมือน ๆ กัน โดยไม่แยกมองว่าคนอาชีพนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีท่าทีต่อโสเภณีในลักษณะดังกล่าวนี้ จึงทำให้พุทธจริยศาสตร์มีท่าทีเปิดกว้างต่อในการที่จะให้โอกาสโสเภณีเข้ามาสู่พระศาสนาได้อย่างเท่าเทียมคนในอาชีพอื่น ๆ จนมีโสเภณีจำนวนมากที่สามารถยกระดับชีวิตของตนขึ้นจากการเป็นโสเภณีและได้บรรจุธรรมเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

๒) ท่าทีในแง่ของศีลและธรรม : ท่าทีในแง่นี้เป็นท่าทีที่ตั้งอยู่บนฐานของการกระทำหรือตัวพฤติกรรมทางศีลธรรมที่แสดงออกมา พุทธจริยศาสตร์ได้มองปัญหาโสเภณีผ่านกรอบแนวคิด ๓ อย่าง คือ หลักการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ตามศีลข้อที่ ๓ หลักความพอใจในคู่ครองของตน (สทารสันโดษ) และหลักทิศ ๖ ที่ว่าด้วยพันธะทางศีลธรรมระหว่างสามีภรรยา เมื่อมองจากเกณฑ์ของศีลข้อที่ ๓ ทำให้เห็นว่า อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ละเมิดศีลที่ว่าด้วยการห้ามจากการประพฤติผิดในกาม มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่ไม่ถือว่าละเมิด คือ การมีเพศสัมพันธ์กับชายโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ละเมิดศีล แต่ถ้าตัดสินด้วยเกณฑ์ของธรรม ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูลต่อการพัฒนาชีวิตในระดับที่สูงขึ้นไป นอกจากนั้น โสเภณียังมีส่วนร่วมโดยทางอ้อมในการทำให้คนอื่น ๆ (คนเที่ยว) ละเมิดศีลข้อที่ ๓ อีกด้วย สำหรับหลักธรรมอีก ๒ ข้อที่เหลือ เป็นท่าทีที่ต้องการเน้นความสำรวมระวังในเรื่องทางเพศ ด้วยการไม่ไปละเมิดบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครองของเรา เมื่อมองจากกรอบของหลักธรรม ๒ ข้อนี้ การประกอบอาชีพโสเภณีจึงเป็นอาชีพที่ไม่ส่งเสริมการสำรวมระวังทางเพศ และนอกจากไม่ส่งเสริมแล้ว ยังถือว่ามีส่วนทำให้คนล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้นอีกด้วย

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

๑. พระไตรปิฎก

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.

๒.หนังสือและบทความในหนังสือ

กฤตยา อาชวนิจกุล และวราภรณ์ แช่มสนิท. รายงานการวิจัยเรื่อง วัยรุ่นชายไทยกับการซื้อประเวณี. เชียงใหม่ : ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.

เคร็ก เจ. เรโนลด์ส. ความคิดแหวกแนวของไทย จิตร ภูมิศักดิ์ และโฉมหน้าขอ่งศักดินาไทยในปัจจุบัน. แปลโดยอัญชลี สุสายัณห์ .กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์

อักษรสาส์น, ๒๕๒๔.

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน. สตรีในสมัยพุทธกาล. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ไทยธิเบต, ๒๕๓๙.

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์. “โสเภณีและพุทธศาสนา.” ใน NICS เขตปลอดโสเภณี? .กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๗.

เทพชู ทับทอง. หญิงโคมเขียว .กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เจ้าพระยา, ๒๕๒๖.

นิรมล พฤฒาธร. คือผู้หญิง…คือมนุษย์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส, ๒๕๓๖.

มาลี พฤกษ์พงศาวลี. “NIC กับธุรกิจบริการทางเพศ,” ใน NICSเขตปลอดโสเภณี?.กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๗.

ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์. “ผ้าขาวม้ากับผ้าซิ่นและกางเกงใน.” ในผ้าข้าวม้า,ผ้าซิ่น, กางเกงใน และ ฯลฯ. กรุงทพมหานคร : สำนักพิมพ์ มติชน, ๒๕๓๘.

พระพุทธโฆสาจารย์. ธมมปทฏฐกถา (อฏฐโม ภาโค). กรุงเทพมหานคร :

มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๘.

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ .กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหายุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.

รังสรรค์ ธนะพรพันธ์. “คิดถึงอ้อย บี เอ็ม.” ในอนิจลักษณะของสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, ๒๕๓๘.

เรืองอุไร กุศลาศัย. สตรีในวรรณคดีพุทธศาสนา (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๓๕.

สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕.

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. ร่วมแรงแบ่งปันรัก สภาพข้อเท็จจริงแห่งปัญหาโสเภณี และเอดส์ . นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๗.

เสฐียรพงษ์ วรรณปก. “โสเภณีกับพระพุทธศาสนา.” ใน พุทธศาสนา ทัศนะและวิจารณ์ (กรุงเทพมหานคร : ช่อมะไฟ, ๒๕๓๕.

ศิริพร สะโครบาเนค ณัฐยา บุญภักดี และชุติมา จันฑธีโร. การค้าหญิง ฤาวิถีสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร ¨: สำนักพิมพ์ผู้หญิง, ๒๕๐๕.

ศุลีมาน (นฤมล) วงศ์สุภาพ. นางงามตู้กระจก. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๓๗.

๓. ภาษาอังกฤษ

Almodovar, Norma. Cop to Call Girl : Why I Left the Land to Make an Honest Living as a Bevery Hills Prostitute, อ้างใน http://www.uwec.edu/Student/CMC/FreeRad/sept99/bers.htm

Boonchalaksi, Watinee and Guest, Philip. Prostitution in Thailand. Nakhon Pathom : Institute for Population and Social Research Mahidol University, ๑๙๙๔.

Hobbes, Thomas. Leviathan. ed. C.B. Macpherson. Middlesex, England : Penguin Books, 1985.

Kangle,R.P. The Kautiliya Arthasastra. Bombay: Universty of Bombay, 1972.

Mill, John Stuart. Utilitarianism, On Liberty, Essay on Bentham.ed. Marry Warnock .London : Fontana Press, 1985.

http://www.uwec.edu/Student/CMC/FreeRad/sept๙๙/bers.htm

http://www.bayswan.org/ICPRCChart.html

http://www.ihatewomen.com/news/prostitutes.cfm

http://www. bayswan.org/seasian.html

http://www. bayswan.org/taipei.html

 

 

 

(ที่มา: -)
 
 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕