หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
ภายในระบบ
หลักสูตร
รายละเอียดประจำวิชา
เอกสารประกอบการสอน
ตำราวิชาการ
บทความวิชาการ

หน้าหลัก » ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต » การสืบสานศาสนสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน
 
เข้าชม : ๘๙๗๐ ครั้ง

''การสืบสานศาสนสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน''
 
ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต (2547)


           เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นวันที่คณะสงฆ์และคฤหัสถ์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยได้เดินทางออกจากประเทศไทย ไปเจริญศาสนสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรก นับเป็นการเดินทางที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกที่คณะผู้แทนไทยได้ไปร่วมประชุม มีจำนวนกว่า ๒๐๐ รูป/คน งานนี้เป็นงานที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ดำเนินดุจเป็นหัวหอก ที่จะนำคณะสงฆ์ไทย ให้ก้าวออกไปชมโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล เป็นงานที่น่า จับตามองที่สุด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยุคใหม ่ซึ่งมีพระเดชพระคุณ พระเทพโสภณ อธิการบดีเป็นผู้นำ นับว่าเป็นพระหนุ่มที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ได้ทำงานระดับโลก ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายครั้งหลายหน เช่น การประชุมผู้นำศาสนาแห่งโลก การประชุมสุดยอด ผู้นำเยาวชนโลก จนแม้แต่องค์การสหประชาชาติก็มีความไว้วางใจและให้ความร่วมมือตลอดมา

         การทำงานเผยแผ่เกียรติและชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัยและคณะสงฆ์ไทยนั้น จำเป็นจะต้องมีคนรุ่นใหม่ที่มีไฟแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบสูง มิฉะนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ผู้นำเพียงมีสติปัญญา มีความรู้สูงเพียงเท่านั้นหาเพียงพอไม่ จำเป็นจะต้องเป็นนักเสียสละ มีปฏิภาณไหวพริบด้วย ในสมัยพุทธกาลพระสาวกที่ทำหน้าที่ประกาศพระศาสนานั้น ไม่ใช่เป็นเพียงพระอรหันต์เท่านั้น เพราะถ้าเป็นพระอรหันต์ระดับ "สุกขวิปัสสก" คือ "ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง" จะไม่มีความสามารถประกาศพระศาสนาอย่างได้ผลเลย ต้องเป็นพระอรหันต์ระดับ "ปฏิสัมภิทัปปัตโต" คือ "ผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔" เท่านั้น จะต้องมีปัญญาแตกฉานทั้งในด้านเหตุ ด้านผล รู้จักใช้ภาษาที่ชาญฉลาด และมีปฏิภาณไหวพริบ และหากจะต้องตอบปัญหาก็ต้อง ตอบได้คล่องแคล่ว ว่องไวและถูกต้องด้วย การทำงานจึงจะได้ผล

         ข้าพเจ้ามิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะยกย่องพระเดชพระคุณพระเทพโสภณ อธิการบดีว่า วิเศษเลอเลิศอะไร ข้าพเจ้าถือหลักของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ คือ พึงยกย่อง" ข้าพเจ้าก็ยังมองไม่เห็นว่า ในยุคนี้ สมัยนี้ จะมี "ภิกษุหนุ่ม" ที่มีความรู้ ความสามารถและปฏิภาณไหวพริบเสมอเหมือน นับว่าท่านเป็น "อภิชาตบุตร"ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬา- ลงกรณราชวิทยาลัยผู้หนึ่ง ที่ข้าพเจ้านิยมยกย่องด้วยความบริสุทธิ์ใจ

         ความจริงมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งได้เปิดทำการสอนมาเพียง ๕๗ ปี จากความยากจนที่แทบจะไม่มีเงินใช้ เนื่องจากไม่ได้รับความเหลียวแลจากรัฐบาลเท่า ที่ควร แต่ด้วยความเสียสละของบรรดาพระมหาเถระที่เป็นปูชนียบุคคล และบรรดาบุรพาจารย์ที่ต่างก็ช่วยกันบริหารงานและประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ด้วยจิตใจ ที่เป็นบุญกุศลเพียงไม่ถึง ๕๐ ปี เราก็ได้อภิชาตบุตร เช่น พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งได้รับ เกียรติในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยมีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใดๆ ในประเทศไทยทำได้ มาก่อน แต่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทำได้และทำมาแล้ว และจะทำต่อไปอีก บรรดาปูชนียบุคคลและบุรพาจารย์เหล่านี้แหละที่ได้สร้างสรรค์มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้มีพื้นฐานมั่นคง เหมือนกับต้นไม้ที่มีรากแก้วหยั่งลงลึกและ มั่นคงแล้ว พระเดชพระคุณพระเทพโสภณ อธิการบดีปัจจุบันได้ทำหน้าที่ทำนุบำรุงต้นไม้คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้แตกกิ่งก้านสาขาออกไป ทำให้เป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขามากมายทำให้เกิดร่มเงาไพศาลทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็ทำไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงภาคภูมิใจ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้สร้าง "อภิชาตบุตร" สืบต่อกันได้ตลอดมา

         ในการเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ เรามีพระเถรานุเถระผู้บริหารคณะสงฆ์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตลอดจนคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเดินทางไปด้วยความสมัครสมานสามัคคี เป็นคณะใหญ่กว่า ๒๐๐ รูป/คน นับเป็นคณะที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่า ที่เคยมีในประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน แม้ทางฝ่ายบ้านเมืองก็ไม่เคยมีคณะผู้ร่วมเดินทางมากมายขนาดนี้ แต่เราก็ไปอย่างมีระเบียบ ไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ให้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเลย เพราะเรามีการจัดการที่ดี ทุกคนต่างรู้จักหน้าที่ของตน เชื่อฟัง และเชื่อมั่นในหัวหน้าคณะเป็นอย่างดียิ่ง

         ความจริงการเดินทางของเราในครั้งนี้ บรรดาศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัยทั้งพระและคฤหัสถ์ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงทำให้เกิด ประสิทธิผลเป็นที่พึงพอใจ นับว่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ทำงานประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย ดังจะเห็นได้จากการที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามร่วมกันใน "หนังสือแสดงเจตจำนง"

          ดังนี้ สิ่งที่เราภาคภูมิใจและเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สุด แห่งสัมพันธภาพระหว่างมหาวิทยาลัย พระพุทธศาสนาของทั้ง ๒ ประเทศซึ่งจะมีผลต่อไปถึงสัมพันธภาพทางการเมืองด้วยก็คือ ในการลงนามครั้งนี้รัฐมนตรีการศาสนาและวัฒนธรรมของจีน และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง ได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในพิธีการลงนาม เป็นสักขีพยานครั้งนี้ด้วย อย่างที่เราไม่เคยคาดคิดกันมาก่อนว่ารัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชน จีนจะมาร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งสาธารณประชาชนจีน "โล่งใจ" ไปด้วย เพราะเท่ากับรัฐบาลสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในยุคนี้ได้ให้การสนับ สนุนพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ อาจเป็นนิมิตหมายว่าต่อไปในอนาคตภายภาคหน้า ประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนาในโลก อาจกลับมาครองตำแหน่ง "อันดับต้นๆ" ของโลกดุจในอดีตกาลก่อนที่จีนจะมีการปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ก็ได้ ถ้าเป็นไปได้ดั่งที่ข้าพเจ้าคาดหวัง ก็ต้องยกความสำเร็จให้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งมีพระเดชพระคุณพระเทพโสภณ เป็นอธิการบดี นี่แหละ ไหน ๆ ก็ได้เสียสละความรู้ความสามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่มาหลายครั้งหลายหนแล้ว ก็ขอพระเดชพระคุณได้ทำต่อไปเถิด อย่าได้ท้อถอย เพราะการทำงานทุกอย่างจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือศัตรูบ้างเป็นธรรมดา แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเรายังต้องมี "มารผจญ" เลย แต่เมื่อตั้งปณิธานให้เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวแล้ว เราย่อมประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าผู้ที่จะทำลาย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยลง ได้ก็มีแต่พวกเราศิษย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้แหละ คนอื่นนอกจากนี้จะทำได้อย่างมากก็เพียง "ตะเกียกตะกาย" ที่จะทำลายเท่านั้น

         ข้าพเจ้าขอตั้งความปรารถนาดีต่อมวลศิษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งมวลว่า เวลานี้มหาวิทยาลัยของเราเดินมาถูกทางแล้ว จงช่วยกันตั้ง "กัลยาณจิต" สร้าง "กัลยาณมิตร" ให้แก่กันและกันให้มั่นคงเข้มแข็งต่อไปเถิด ข้าพเจ้าในฐานะเป็นศิษย์เก่ารุ่นแรก ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะพยายามโดยทุกวิถีทางที่จะช่วยสร้าง "วงศ์ไพบูลย์" ของบรรดาศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ทุกชั้นทุกแผนก เพื่อร่วมกันเสริมสร้างมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของเราให้เจริญและมั่นคงยิ่งขึ้นไปในทุกวิถีทาง เท่าที่สติปัญญาความรู้ความสามารถของข้าพเจ้าจะทำได้จนกว่าข้าพเจ้าจะสิ้นลมหายใจ

-----------------------------
* ป.ธ. ๙, พ.ม., พธ.บ., M.A. (Yale), อดีตสมาชิกวุฒิสภา

(ที่มา: -)
 
 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕