หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
ภายในระบบ
หลักสูตร
รายละเอียดประจำวิชา
เอกสารประกอบการสอน
ตำราวิชาการ
บทความวิชาการ

หน้าหลัก » โดย ผศ.ดร. สมิทธิพล เนตรนิมิตร » พระพุทธเจ้าในตำนานและในประวัติศาสตร์
 
เข้าชม : ๑๗๖๐๑ ครั้ง

''พระพุทธเจ้าในตำนานและในประวัติศาสตร์''
 
ผศ.ดร.สมิทธิพล เนตรนิมิตร (2551)

เราชาวพุทธย่อมคุ้นชินชื่อบทความนี้ จนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่น่าสนใจสักเท่าไร ยิ่งผู้เกี่ยวข้องกับวัดวาอารามด้วยแล้วจะยิ่งคุ้นเคยเป็นพิเศษ เมื่อเอ่ยถึงพระพุทธเจ้า รู้กันทันทีว่าเป็นใครโดยไม่ต้องสอบถาม ต่างกับยุคอดีตถ้าใครอ้างตนเป็นพระพุทธเจ้า จะถูกทดสอบว่าเป็นจริงตามคำอ้างหรือไม่   

ในคัมภีร์ท่านบรรยายสถานภาพของพระพุทธเจ้าไว้วิจิตรพิสดารมาก มีทั้งเรื่องราวในตำนานและเรื่องประวัติศาสตร์ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า พระพุทธเจ้าคือใคร พระองค์เป็นอะไรกันแน่ เป็นมนุษย์หรือไม่ใช่มนุษย์ (อมนุษย์)

พระพุทธเจ้า (พระ + พุทธะ + เจ้า) สมาสคำต้นกับคำท้ายเป็น “พระเจ้า” ในภาษาไทยสื่อความไปทางหนึ่ง “พุทธะ” ตรงกับคำในบาลี พุทฺธะหรือ พุทฺโธ หมายถึง “รู้” ตรงข้ามกับ “ไม่รู้”  เช่น พุทฺโธ (รู้แล้ว)  แปลว่า “ตื่น”  ตรงข้ามกับ “หลับ” เช่น ปพุทฺธา (ตื่นแล้ว), สุตฺตปฺปพุทฺโธ (หลับแล้วตื่น) ธาตุเดียวกัน (พุธ ธาตุ) นี้ใช้เป็นอากัปกิริยา เช่นคำว่า พุชฺฌิ,  พุชฺฌติ, ปพุชฺฌมาโน แปลว่า ตื่น

ที่มาแห่งคำว่าพุทธะ 

ในสมัยโบราณ คำที่ใช้หมายถึงตำแหน่งสูงสุดสองตำแหน่ง ทางโลกียวิสัยคือตำแหน่งจักรพรรดิ ทางโลกุตตรวิสัยคือตำแหน่งพุทธะ เห็นได้จากการทำนายลักษณะพระสิทธัตถกุมาร เมื่อครั้งประสูติ ว่า () หากพระกุมารอยู่ในโลกิยวิสัยเป็นฆราวาส จะได้เป็นจักรพรรดิเป็นราชาผู้หมุนกงล้ออำนาจแผ่ไปกว้างไกล () หากละทิ้งโลกิยวิสัยไปเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพุทธะผู้หมดสิ้นกิเลสอาสวะทุกอย่าง 

 ใน จักกวัตติสูตร  อ้างพระนามของจักรพรรดิทัฬหเนมิ  มหาสุทัสสนสูตร  บรรยายความมั่งคั่งของจอมจักรพรรดิมหาสุทัสสนะ ยกย่องตำแหน่งพุทธะเป็นธรรมราชาเสมอด้วยตำแหน่งจอมจักรพรรดิ

นอกจากตำแหน่งพุทธะ ยังระบุว่ามีตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งปุโรหิตหรือนักบวช ตำแหน่งมหาโควินทะ ตำแหน่งมเหสี ตำแหน่งเสนาบดี ตำแหน่งคามณี ตำแหน่งคณิกา  เจ้าลิจฉวี ในเมืองเวสาลี มีราชา อุปราช เสนาบดี มหาอมาตย์ตัดสินคดีความ กำนัน และนายบ้าน 

บทความนี้จะ ศึกษาตำแหน่งพุทธะ

 พุทธะ ตำแหน่งในโลกุตรวิสัย ตำแหน่งนี้เกิดขึ้นยากที่สุด ผู้เป็นพุทธะเกิดมาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ ช่วยเหลือมวลมนุษย์ บางคนพอได้ยิน“พุทธะ” ถึงกับตื่นเต้นยินดีปลาบปลื้ม แต่คนบางกลุ่มโดยเฉพาะพราหมณ์กลับรังเกียจ ไม่อยากได้ยินชื่อนี้  

พุทธะ เป็นอุคฺคตนาม คำนี้ใช้กับผู้มีปัญญาและเสียสละ เสียสละได้ขนาดที่เรียกว่าแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเสียสละเช่นนี้มีชีวิตอยู่จริง จึงมีความหมายทางโลกุตรวิสัย สมัยพุทธกาลใครอ้างว่าตนเป็นพุทธะก็หมายถึงประกาศให้ผู้คนรับทราบว่าเขาคือผู้มีความสามารถที่จะโต้ตอบข้อสงสัย ชี้แจงเรื่องราวได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องในโลกนี้ เรื่องในจักรวาล เรื่องวิญญาณ รวมถึงเรื่องชีวิตหลังความตาย  รู้ไปทุกอย่าง  สังคมยกย่องนับถือคนเป็นพุทธะว่าเก่งกล้าสามารถ ใครอ้างว่าเป็นพุทธะจะถูกสังคมตรวจสอบว่าเป็นจริงหรือไม่  เวลานั้นพราหมณ์เป็นนักวิชาการ เป็นผู้สร้างเงื่อนไขในสังคม  มีพราหมณ์ผู้สูงอายุหลายคนเจนจบไตรเพท มั่นใจความรู้ตนเองเข้าใจว่าไม่มีใครเก่งกล้าเทียมเท่าหรือเสมอเหมือนตน ประกาศว่ามนุษย์ไม่มีปัญญามากพอที่จะรู้ความจริงแท้ได้เอง แต่ทว่ากลับมีเจ้าชายหนุ่มจากศากยะตระกูลประกาศว่าเขาคือผู้รู้ความจริงแท้ด้วยตน เป็นสัมมาสัมพุทธะ มิใช่เป็นอย่างที่พราหมณ์ประกาศอ้าง ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นว่าได้ท้าทายอำนาจพราหมณ์ซึ่งๆ หน้า

-พุทธะในตำนาน

       สถานภาพของ “พุทธะ”  มีทั้งที่บรรยายในตำนานและในประวัติศาสตร์     

 บรรยายด้านตำนาน  “พุทธะ” ชื่อเล่าขานคล้ายกับนิทาน เรื่องตำนานไม่ต่างกับนิทาน จะค้นหาความจริงจากตำนานทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย ไม่มีหลักฐานทางตำนานว่าเรื่องราวนั้นๆ เกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน ตำนานมีแต่ความลี้ลับ มักเกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ ตำนานเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อลัทธิศาสนา    ลัทธิศาสนาที่ไม่มีตำนาน ไม่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่สามารถเป็นลัทธิมาจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธศาสนามีตำนานสนับสนุนคำสอน  ตำนานช่วยให้คำสอนเคลื่อนไหว

ตามประวัติของพุทธะ (พุทธประวัติ) พระบรมศาสดาทรงอุบัติในกลุ่มของผู้นับถือเทพเจ้า เป็นเรื่องศาสนาที่อิงกับความเชื่อ ทั้งความเชื่อของพราหมณ์และของชาวพุทธ  พุทธะในตำนาน เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและสิ่งลี้ลับ 

บรรยายโวหารในทูเรนิทานกถา(เรื่องในที่ไกล) มีเหตุการณ์เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าว่าเคยบำเพ็ญบารมีมาหลายชาติ หรือในอวิทูเรนิทานกถา(เรื่องใกล้เข้ามาอีก) เหตุการณ์เมื่อพระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เทวดาในเทวโลกกับพรหมในพรหมโลก อัญเชิญให้จุติมาบำเพ็ญบารมี พระโพธิสัตว์ทรงเลือกเวลา ทวีป  ประเทศ  ตระกูล  และอายุมารดา รับว่าจะจุติมายังโลกมนุษย์ ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ บรรยายโวหารเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ต่าง ๆ  สะท้อนความเชื่อในยุคที่วรรณกรรมของลัทธินิกายต่าง ๆ เมื่อสิ้นพระศาสดาต้องต่อสู้แข่งขันกับลัทธินิกายอื่น พราหมณ์ หรือเชน อ้างความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าว่ามีมหิทธานุภาพที่มองไม่เห็นแต่มีคุณอเนกอนันต์  ชาวพุทธเดิมทีเชื่อว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์ แต่ด้วยเหตุที่ต้องต่อสู้แข่งขันกับลัทธิอื่น  จึงยกย่องพระพุทธเจ้าให้เป็นเทพเจ้าไปอย่างช้า ๆ[1]  (เรื่องลักษณะนี้ไม่ต้องมองถึงสองพันปี  เพียง ๑๕๐ ปีเมืองไทยยังมีลัทธิเสด็จพ่อ ร. ) พระพุทธศาสนานิกายอื่นพัฒนาแนวคิดเรื่องเกี่ยวกับพุทธะ รับรูปแบบจากพราหมณ์ เชน และลัทธิลึกลับในเปอร์เซีย เสริมแต่งพุทธประวัติจนวิจิตรพิสดารไร้ขอบเขต โดยมุ่งอิทธิปาฏิหาริย์

ก่อนพุทธกาลในยุคอุปนิษัทมีความเชื่อกันอยู่ว่ามีสิ่งทรงอำนาจสูงสุดสร้างสรรค์สรรพสิ่ง สามัญชนไม่อาจมองเห็นได้  สิ่งนั้นเรียกว่าพรหมัน (The Supreme being) พรหมันอยู่เหนือการกำหนดวัด พ้นขีดกาลเวลา ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาเทพเจ้า “The great Lord of lords, The Great God of gods, The Master of masters, greater than the great, the adorable Lord of the world) บรรยายโวหารเกี่ยวกับพรหมันถูกนำมาบรรยายลักษณะของพุทธะ ว่า ใครจะประเมินพุทธะไม่ได้  พุทธะมีความวิเศษเหนือชั้น ยิ่งกว่าราชา ยิ่งกว่าเทพ ยิ่งกว่าสักกะ ยิ่งกว่าพรหม  (อปฺปเมยฺโย อนุตฺตโร ราชาภิราชา  เทวเทโว  สกฺกานมติสกฺโก  พฺรหฺมานมติพฺรหฺมา)

บรรยายโวหารเรื่องพรหมัน หรือสิ่งสูงสุด (absolute) ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

ช่วงเวลาที่ชาวพุทธรวบรวมพระไตรปิฎกระหว่าง . . ๑๙๐ - .. ๔๐๐ ผู้รวบรวมคัมภีร์ได้ยกย่องสรรเสริญสดุดีท่านผู้เป็นพุทธะ มีทั้งตำนานและประวัติศาสตร์  เริ่มตั้งแต่เมื่อพุทธะ (พระโพธิสัตว์) สถิต ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ชี้ถึงความอัศจรรย์ของพุทธะว่าเป็นผู้วิเศษ มีคุณสมบัติเหนือกว่าทุกคน มีความยิ่งใหญ่  บรรยายเหตุการณ์ ขณะประสูติว่าพระโพธิสัตว์มีความพิเศษแปลกไม่เหมือนใคร[2]  :-

          .  มีสติสัมปชัญญะ ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

          . มีสติสัมปชัญญะสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต

          .  สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตจนตลอดอายุ

          .มีสติสัมปชัญญะตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงเสด็จสู่พระครรภ์ของมารดา

. เมื่อจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตสู่พระครรภ์ แสงสว่างเจิดจ้าปรากฏแก่โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก ถึงช่องว่างระหว่างโลกที่ไม่มีอะไรคั่น ๑๐ สหัสสีโลกธาตุสั่นสะเทือน

. เมื่อเสด็จสู่พระครรภ์ เทพบุตร องค์ เข้าไปอารักขา

                        . เมื่อเสด็จสู่พระครรภ์  พระมารดาทรงศีล

                   . เมื่อเสด็จสู่พระครรภ์ พระมารดาไม่มีความรู้สึกทางกามารมณ์

                   . เมื่อเสด็จสู่พระครรภ์ พระมารดาทรงเอิบอิ่มด้วยกามคุณ

                   ๑๐. เมื่อเสด็จสู่พระครรภ์ พระมารดาไม่ความเจ็บป่วยใด

                   ๑๑. เมื่อประสูติได้ วัน พระมารดาสวรรคตไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

                   ๑๒. พระมารดาประสูติพระโอรสเมื่อทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน

                   ๑๓. พระมารดาประทับยืนประสูติ

                   ๑๔. เมื่อประสูติ เทพเจ้าต้อนรับก่อน จากนั้นมนุษย์ต้อนรับ

          ๑๕. เมื่อประสูติไม่ทันถึงพื้น เทพบุตร องค์ทรงรับไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดา

๑๕. เมื่อประสูติทรงมีความสะอาดบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อน

๑๖. เมื่อประสูติ มีธารน้ำเย็นและธารน้ำอุ่นชำระล้าง

        ๑๗. เมื่อประสูติ ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือเสด็จดำเนินไป ก้าวทรงเปล่งอาสภิวาจา

                การสดุดีเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพ ใช้อยู่ ๓  ลักษณะ  เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า mythology โดยเฉพาะการสดุดีความเป็นมาในอดีตชาติ กล่าวได้ว่าเบื้องหลัง(background)ปรากฏการณ์ในทุกศาสนา มักหนีไม่พ้น mythology  

                การสดุดีพระพุทธเจ้า มีทั้งความประพฤติ (จริยวณฺโณ) ทางสรีระ (สรีรวณฺโณ) และพระคุณ ( คุณวณฺโณ)

                ...  “เมื่อสดุดีพระพุทธเจ้า  เริ่มตั้งแต่(จุติจาก)สวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงประทับนั่ง ณ บัลลังก์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พรรณนาพระสรีระของพระทศพล คือพระรัศมีซึ่งซ่านจากมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และจากอนุพยัญชนะ ๘๐  จากพื้นเท้าขึ้นไปจนถึงปลายพระเกสา” (พุทฺธสฺส  วณฺณํ  ภาสนฺตา ตุสิตภวนโต  ปฏฺฐาย  ยาว  มหาโพธิปลฺลงฺกา  ทสพลสฺส  เหฏฺฐา  ปาทตเลหิ  อุปริ เกสคฺเคหิ  ปริจฺฉินฺทิตฺวา  ทฺวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาวเสน  สรีรวณฺณํ  กถยึสุ) 

 กวีโวหาร เหตุการณ์ขณะประสูติ :-

“ในกาลเมื่อพระมหาบุรุษประสูติจากพระครรภ์ ยังมิทันถึงพื้นปฐพี ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้ง ก็รองรับพระกายด้วยข่ายทอง ในที่เฉพาะพระพักตร์พระราชเทวี แล้วกล่าวว่า พระแม่เจ้าจงโสมนัสเถิด พระราชโอรสที่ประสูตินี้มีมเหศักดาอานุภาพยิ่งนัก ขณะนั้นท่ออุทกธาราทั้งสองก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศ ท่อธารอันหนึ่งเป็นสีโตทก ท่อธารอันหนึ่งเป็นอุณโหทก ตกลงมาโสรจสรงพระกายพระมหาสัตว์กับพระราชมารดา

ลำดับนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ก็รับพระองค์ไปจากพระหัตถ์ท้าวมหาพรหม แลรองรับด้วยอชินจัมมาชาติ อันมีสุขสัมผัสสมมติว่าเป็นมงคลในโลก แลนางนมทั้งหลาย จึงรองรับพระองค์ด้วยจอมผ้าทุกุลพัสตร์จากพระหัตถ์แห่งท้าวจตุโลกบาล แลพระองค์มหาบุรุษ ก็เสด็จอุฏฐาการจากหัตถ์นางนมทั้งหลายลงเหยียบยืนยันพื้นภูมิภาค ด้วยพระบาททั้งสองเสมอเป็นอันดี ท้าวมหาพรหมก็ทรงทิพยเศวตฉัตรกางกั้น สุยามเทวราชทรงทิพยพาลวีชนี เทพบุตรองค์หนึ่งถือพระขรรค์อันขจิตด้วยแก้ว ประการ เทพบุตรองค์หนึ่งถือสุวรรณบาทุกาฉลองพระบาท เทพบุตรองค์หนึ่งเชิญทิพยมหามกุฏ แลเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง นั้นเห็นประจักษ์แก่จักษุมนุษย์ แต่เทพยดาทั้งหลายอันถือนั้นมิได้เห็นปรากฎ”[3]

          พุทธะหรือพระโพธิสัตว์ สั่งสมบารมีมาหลายชาติจนตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ การยกย่องผู้มีบุญญาธิการด้วยฤทธานุภาพ เป็นธรรมเนียมที่สืบมาจากยุคพระเวท พราหมณ์ใช้สวดบูชาสรรเสริญปวงเทพเจ้า รูปแบบการสนทนาในพระไตรปิฎกก็ใช้แบบในอุปนิษัท[4]   

          เช่น  :- พระพุทธเจ้าทรงเป็นเอกบุคคล เอกบุคคลเช่นอย่างพระองค์เกิดมาในโลกเพื่อสร้างประโยชน์แก่ชาวโลก เอกบุคคลคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดมาเป็นที่หนึ่งไม่มีสอง ไม่มีใครเสมอพระองค์ ไม่มีใครเปรียบพระองค์ได้ ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ พระองค์ไม่มีใครเปรียบได้ ไม่มีผู้เปรียบเอกบุคคลเช่นพระองค์”[5]

          คัมภีร์จูฬนิทเทส บรรยายว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ[6] 

          คัมภีร์มิลินทปัญหา บรรยายว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ไม่มีผู้ใดเสมอ หาใครเสมอไม่ได้  ไม่มีผู้เสมอเหมือน หาผู้เช่นกับพระองค์ไม่ได้ ไม่พึงชั่ง ไม่พึงนับ ไม่พึงประมาณพระองค์ พระองค์มีพระคุณนับไม่ได้ ทรงความเปี่ยมด้วยพระคุณ  มีพระปัญญาไม่มีสิ้นสุด  มีพระเดชานุภาพไม่มีสิ้นสุด มีพระวิริยะไม่มีสิ้นสุด มีพระกำลังไม่มีสิ้นสุด มีความเต็มเปี่ยมด้วยพระพุทธพลัง[7] 

          บรรยายว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณที่ใครวัดไม่ได้ ไม่มีใครกะประมาณพระองค์ได้ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นราชายิ่งกว่าราชา เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ[8] ทรงมีท่าทางองอาจดุจโคอุสภะ ดุจพญาราชสีห์[9] กำลังกายของพระพุทธเจ้ามากเท่ากับกำลังของพระนารายณ์[10] พระพุทธเจ้ามีพระกำลังมหาศาลไม่เหมือนใคร มีพระกำลังเท่ากับพญาช้างฉัททันต์ ๑๐ เชือกมารวมกัน เท่ากับกำลังคน ๑๐ พันโกฏิ[11] 

          ชายคนหนึ่งรู้ว่าไม่มีใครจะสามารถวัดประมาณความสูงของพุทธะ(พระพุทธเจ้า) ต้องการพิสูจน์เรื่องนี้ วันหนึ่งขณะพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จบิณฑบาต จึงถือไม้ไผ่ยาว ๑๖ ศอกยืนดักรออยู่ที่ประตูเมือง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้รีบถือไม้ไผ่ตามไปด้วยหวังวัดความสูงของพระองค์ แต่ไม่อาจวัดได้ เพราะไม่มีใครคาดคะเนพระพุทธเจ้า[12] เล่าว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดคนยากจนในบ้านซึ่งมีหลังคาต่ำ ด้วยพุทธานุภาพบันดาลให้ฝาบ้านสูงขึ้นหรือไม่เช่นนั้นพื้นดินยุบลงไป พระพุทธเจ้าเสด็จตามปกติ[13]

          เรื่องตำนานมักเกี่ยวข้องกับปาฏิหาริย์ อยู่เหนือสามัญวิสัย สามัญชนพอใจปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าสนใจหลักธรรมซึ่งลุ่มลึก  

มีเรื่องว่า ผู้ทำนายลักษณะเห็นรอยเท้า(ของพุทธะ)บนทาง ไม่รู้ว่ารอยใคร พิเคราะห์ลักษณะรอยเห็นต่างกับรอยของสามัญชน ตามรอยไปจนพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ เข้าไปสอบถามว่าพระองค์เป็นเทวดาใช่ไหม พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าไม่ใช่  จึงถามต่อไปว่าเป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นอะไรแน่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า พระองค์ไม่มีกิเลสที่ทำให้เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ พระองค์คือพุทธะ[14] คำตอบนี้ทำให้คิดว่า ถ้าพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ก็ต้องเป็นอมนุษย์(ไม่ใช่มนุษย์)   นิกายโลกุตตรวาทิน  ซึ่งเป็นนิกายย่อยของนิกายมหาสังฆิกะ เข้าใจไปว่าในเมื่อพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ก็ต้องเป็นยอดมนุษย์  (Super-man)

 -พุทธะในประวัติศาสตร์

 ตำนานกับประวัติศาสตร์มาจากแหล่งเดียวกัน ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

พุทธะในประวัติศาสตร์ ต้องศึกษาปรากฏการณ์ในสังคมก่อนพุทธกาลโยงมายังพุทธกาล สรุปได้ว่าพระรูปกายของพุทธะ(พระพุทธเจ้า) เกิดเมื่อ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว อุบัติในชมพูทวีปคืออินเดียตอนเหนือ แถบเขาหิมาลัย (ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล) กำเนิดในสุริยวงศ์ (อาทิจฺจพนฺธุ) ราชวงศ์โอกกากราช ของมหาสมมุติราช[15]  วรรณะกษัตริย์ มีพระนามว่า สิทธัตถะ (อีกพระนามหนึ่งคือ อังคีรส)

ชาติภูมิของพุทธะมี ๒ มติ มติหนึ่ง พระองค์ทรงเป็นฮินดู อีกมติหนึ่ง ทรงเป็นมงโกล  ชาวพุทธส่วนมากทราบมติแรกมากกว่ามติสอง  วิเวกนันทะ  รีดส์ เดวิดส์  อานันทะ โกมะระสวามี และราธะกฤษณัน เชื่อถือมติแรก ส่วนที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นมงโกล ชาวพุทธ(ไทย)หลายคนอาจไม่ทราบ  วินเซนต์ เอ. สมิธ เผยแพร่เรื่องนี้เมื่อ พ.. ๒๔๖๒ (.. 1919) ในหนังสือประวัติศาสตร์อินเดีย (The Oxford History of India)  ระบุโคตมพุทธะของชนเผ่าศากยะว่าเป็นเผ่ามงโกล(a Mongolian by birth) แม้มหาวีระ(นิครนถ์นาฏบุตร)ของเชน ก็เป็นชนเผ่ามงโกลชาวภูเขา (a Mongolian hill-man) ในหนังสือสารานุกรมโลกฮินดู (Hindu World) . . ๒๔๑๑   (.. 1968)  ระบุว่าเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงเป็นกษัตริย์ของชนเผ่ามงโกล (king of Mongolian stock) มายาเทวีเป็นเจ้าหญิงชนเผ่าลิจฉวี   

เมื่อพระสิทธัตถกุมารทรงเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมสมัยนั้นสับสนวุ่นวาย คนกลุ่มหนึ่งกำลังรุ่งเรืองเพลิดเพลินด้วยความสุขทางวัตถุ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะด้อยลง ๆ อีกพวกหนึ่ง เบื่อวัตถุจึงปลีกตัวจากสังคมมุ่งหาจุดหมายในชีวิตโดยไม่ใส่ใจความวุ่นวาย ความเป็นไปในสังคมเวลานั้นมีคนอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบพากันแสวงหาโอกาสที่จะหาความสุขทางวัตถุ แข่งขันแย่งชิง มีชีวิตอยู่อย่างเป็นทาสของวัตถุแล้วตายไปอย่างไร้สาระ อีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบทุกด้าน ถูกบีบคั้นกดขี่เป็นอยู่อย่างคับแค้น สภาพเช่นนี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อระอา ในที่สุดทรงมองเห็นภาพสมณะซึ่งเป็นผู้ได้ปลีกตัวจากสังคมไปค้นหาความจริงโดยมีความเป็นอยู่ง่าย ๆ ปราศจากกังวลและสะดวกในการแสวงหาความสุขและคิดหาเหตุผล เมื่อพระชนม์ได้ ๒๙ ปี เสด็จออกบรรพชา เป็นนักบวชทรงเข้าศึกษาหาความรู้ในสำนักที่มีชื่อสมัยนั้น แต่ไม่ทรงพอพระทัย จนกระทั่งตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง 

พระองค์ทรงเผยแผ่คำสอนอยู่ ๔๕ ปี ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก(โลกัตถจริยา) แก่หมู่พระญาติ (ญาตัตถจริยา) ในฐานะเป็นพุทธะ (พุทธัตถจริยา) การเกิดของเอกบุคคล(พุทธะ)เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข การล่วงลับของเอกบุคคลเป็นไปเพื่อความเดือดร้อนของประชาชน[16] เมื่อเผยแผ่คำสอนเป็นปึกแผ่นเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนม์ ๘๐ ปี  “ตถาคตแก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ วัยของตถาคตมาถึง ๘๐ ปี เกวียนเก่าที่ซ่อมแซม ยังใช้ได้เหมือนกายของตถาคต ที่ยังเป็นไปก็เหมือนเกวียนเก่าซ่อมด้วยไม้ไผ่”[17]

           บรรยายโวหารระบุว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ ; “พระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล…มีกิตติศัพท์อันงามขจรไปว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน”[18]  

          “มีชนบทแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในรัฐโกศล ตรงด้านข้างหิมวันตประเทศ เป็นเมืองมั่งคั่ง ประชาชนขยันขันแข็ง อาตมภาพมีนามตามโคตรว่าอาทิตย์ มีนามตามชาติกำเนิดว่าศากยะ”[19]

          ชี้ว่า พระองค์เสด็จมาจากเมืองแถบภูเขาหิมพานต์ รัฐโกศล ผนวชจากศากยตระกูล ความเป็นมาของพระองค์ชัดเจนไม่มีเรื่องลึกลับอัศจรรย์

          วินัยปิฎก ภายหลังตรัสรู้เสวยวิมุตติสุข  โปรดคนสำคัญเช่นปัญจวัคคีย์ ยสะกุลบุตร และพระเจ้าพิมพิสาร วางระเบียบแก่สงฆ์ บรรยายว่าคราวหนึ่งพระพุทธองค์ไม่ได้ขับถ่ายหลายวันพระวรกายหมักหมม ทรงบอกพระอานนท์ว่าจะฉันยาถ่าย[20] คราวหนึ่งได้ทดสอบความต้านทานร่างกายกับอากาศอนุญาตให้ภิกษุมีผ้าได้ ผืน บรรยายว่า คืนนั้นเป็นคืนที่หนาวเหน็บอยู่ในช่วงเดือน เดือน ขณะน้ำค้างตกทรงห่มผ้า(จีวร)ผืนหนึ่งประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง ไม่รู้สึกหนาว เมื่อผ่านยามต้นรู้สึกหนาว ทรงห่มผ้าผืนที่สอง ไม่รู้สึกหนาว เมื่อยามกลางผ่านไป รู้สึกหนาว  ทรงห่มผ้าผืนที่สาม ไม่รู้สึกหนาว ทรงห่มผ้าผืนที่สี่ ไม่รู้สึกหนาว จึงมีพระดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ที่กลัวความหนาว อาจครองชีพอยู่ได้ด้วยผ้า ผืน จึงอนุญาตผ้า ผืนแก่ภิกษุ[21] 

          เหตุการณ์นี้ชี้ว่าพระพุทธองค์เป็นมนุษย์ มีพระวรกาย พระโลหิต สัมผัสความหนาวเย็นได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป

 แม้จะทรงนามว่าพุทธะ แต่พระองค์ยังมีสิ่งเคารพ คือ ธรรม “พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงอาศัยธรรม สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม เชิดชูธรรม ยกย่องธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกันและคุ้มครองกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมโดยธรรม จึงให้ธรรมจักรที่ยอดเยี่ยมหมุนไปโดยธรรม จักรนั้นอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ือใคร ในโลกให้หมุนกลับ(คัดค้าน)ไม่ได้[22] พระองค์ทรงหนักในธรรม ทรงเคารพธรรม”[23]

พระวรกายของพระองค์ คือ โลกุตรธรรม อย่าง[24]  

พระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์ ทรงเป็นมนุษย์ผู้สร้างอารยธรรมในอินเดียมีพระชนม์ชีพอยู่สมัยเดียวกับมหาวีระของศาสนาเชน[25]   

                  -พระนามว่าพุทธะ

      ชื่อที่พระองค์ทรงหมายถึงพระองค์เองก็มี มีผู้ถวายพระนามให้ก็มี ชื่อที่เกิดขึ้นตามลักษณะพระองค์ก็มี

  “ชื่อ”  มีอำนาจเหนือกว่าสิ่งอื่นใด สิ่งที่ชาวโลกรับรู้เข้าใจความหมายกันได้ก็เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีชื่อ ชื่อกำหนดทุกสิ่งทั้งที่มองเห็นได้และไม่สามารถจะมองเห็น ชื่อครอบงำทุกอย่างในโลก สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกกันว่าอย่างนั้นอย่างนี้เพราะมีชื่อ ลำพังตัวมันไม่มีอำนาจบัญญัติได้เอง นอกจากมนุษย์จะกำหนดให้ เพราะว่าสิ่งทั้งปวงมีตามสภาพของมันไม่ดีไม่ร้าย มนุษย์คือผู้กำหนดความดีความร้าย ให้สัญลักษณ์ตามความรู้สึกนึกคิดที่ตัวเองเห็นเหมาะสม จนกลายเป็นโวหารเรียกกันสืบมา ถ้าสืบสาวลงไปจะพบว่าว่างเปล่า ไม่มีสาระไม่มีภาวะที่พอจะจับหยิบฉวยได้ มนุษย์ซึ่งกำหนดเรียกชื่อ สิ่งต่าง ๆก็ใช่ว่ามีอะไรเป็นตัวตน มนุษย์เกิดขึ้นเพราะการรวมแห่งขันธ์ ๕  เรียกสั้น ๆ ว่า รูป กับ นาม

ความสำคัญของชื่อ อำนาจภาษาและวิถีบัญญัติมีอิทธิพลหนือความคิดของโลกียชน ภาษาในพระพุทธศาสนาชี้สัจจะชีวิต โลกียชนชอบความจริงพอกับที่ไม่ต้องการรู้ความจริง โดยเฉพาะความจริงเรื่องชีวิต เพราะความอาลัยกิเลส กลัวหมดความสนุก กลัวพ้นสมัย กลัวถูกตำหนิว่าเป็นคนแก่ชรา ถ้าหากเปิดเผยว่าเป็นคนธรรมะธรรมโมก็ยากที่จะไปเที่ยวเตร่เฮฮาเหมือนกับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้คำสอนของพระพุทธเจ้าฝืนกระแสความคิด แต่ในความรู้สึกส่วนลึกต้องยอมรับว่าเป็นจริงเช่นนั้น  สำนวนภาษาซึ่งแฝงปริศนาธรรมมีทั้งลุ่มลึก คมคาย  เช่น พระกุมารประสูติเสด็จไปพร้อมตรัสอาสภิวาจา การพบเห็นเทวทูต ก่อนตรัสรู้ทรงลอยถาด ถาดลอยทวนกระแสน้ำ  ต่อสู้กับมาร บาตรจีวรสำเร็จจากฤทธิ์ลอยมาในอากาศ  ผู้ประทุษร้ายพระอริยบุคคลถูกธรณีสูบ ศีรษะแตก ๗ เสี่ยง  มีกำลังเท่าช้าง ๕ ตัว  แต่ละเหตุการณ์แฝงปริศนาให้ขบคิด  ดังนั้น ไม่ควรรีบตัดสินเรื่องนั้น ๆ ว่าผิดถูก เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้  ภาษาคือผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ ภาษาเป็นเครื่องกรองสังคม มนุษย์ที่เป็นทาสสังคมจึงตกเป็นทาสของภาษาด้วย

  คำว่า พุทธะ (จาก พุธ ธาตุ ; intelligent) เปลี่ยนเป็น โพธิ  ใช้เป็นชื่อต้นไม้  ชื่อมรรค   ชื่อสัพพัญุตญาณ  ชื่อนิพพาน 

 ลักษณะ พุทธะ ลักษณะมนุษย์    “สิ่งที่ควรรู้ยิ่งพระองค์รู้แล้ว สิ่งที่ควรเจริญพระองค์เจริญแล้ว สิ่งที่ควรละพระองค์ละได้แล้ว ดังนั้น พระองค์จึงเป็นพุทธะ”[26]

 ในคัมภีร์นิทเทส และคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค[27] นิยามไว้ ๑๕ ความหมาย : 

        .  ตรัสรู้สัจจะ (พุชฺฌิตา สจฺจานีติ พุทฺโธ) 

        . ให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ (โพเธตา ปชายาติ พุทฺโธ)  

        .  เป็นสัพพัญญู (สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ) 

        .   เห็นธรรมทั้งปวง (สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ) 

        .    รู้ยิ่ง (อภิญฺเญยฺยตาย พุทฺโธ) 

        .    ผู้เบิกบาน (วิกสิตตาย พุทฺโธ) 

        .   สิ้นกิเลส (ขีณาสวสงฺขาเตน พุทฺโธ)  

        .    ไม่มีอุปกิเลส (นิรุปกฺกิเลสสงฺขาเตน พุทฺโธ) 

        .    ปราศจากราคะสิ้นเชิง (เอกนฺตวีตราโค พุทฺโธ) 

        ๑๐.  ปราศจากโทษะสิ้นเชิง (เอกนฺตวีตโทโส พุทฺโธ) 

        ๑๑.   ปราศจากโมหะสิ้นเชิง (เอกนฺตวีตโมโห พุทฺโธ) 

        ๑๒.   ปราศจากกิเลสอย่างเด็ดขาด (เอกนฺตนิกฺกิเลโส พุทฺโธ 

        ๑๓.  เดินตามเอกายนมรรค(เอกายนมคฺคํ คโตติ พุทฺโธ) 

        ๑๔.  ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิอันยอดเยี่ยม (เอกํ อนุตฺตรํ   สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ พุทฺโธ)  

        ๑๕.  ปราศจากความไม่รู้  มีแต่ความรู้ (อพุทฺธิวิหตตฺตา  พุทฺธิปฏิลาภตฺตา พุทฺโธ) 

ไม่ใช่ใครตั้งชื่อพุทธะ   คำนี้เกิดขึ้นมาพร้อมสัพพัญญุตญาณ  เป็นสัจฉิกาบัญญัติ  

 นักประวัติศาสตร์  ชื่อ เอ็ช. จี เวลส์ (H.G. Wells) ยกย่องพระพุทธเจ้าว่าเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกในบรรดาคนสำคัญทั้งหมด ๖ คน[28] พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพชั่วเวลาหนึ่ง ทรงมีพระปัญญาอ่างอัจฉริยบุคคล ทรงเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สุขของชาวโลก

ถ้าเราเชื่อว่าอาศัยรอยเท้าจะสามารถติดตามผู้ที่หนีไปจากสายตาของเราได้ ก็อาศัยคำสอนของพระองค์นั่นเองก็สามารถตามหาพระพุทธองค์ได้เหมือนกัน คำสอนที่นำออกจากความทุกข์ ชี้ให้เห็นว่าบุคลิกภาพของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระองค์ทรงปฏิบัติได้ตามที่สอนจึงเป็นบุคคลต้นแบบที่ดี ผู้ต้องการพบเห็นพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติตามที่คำที่ว่า  ผู้มองเห็นธรรมย่อมมองเห็นพระพุทธเจ้า[29]  ผู้มองเห็นธรรมย่อมมองเห็นปฏิจจสมุปบาท[30]  

พุทธะในตำนาน บรรยายให้เท่าเทียม หรือเหนือยิ่งกว่าความจริงสูงสุดของพราหมณ์

พุทธะในประวัติศาสตร์ บรรยายตามปรากฏการณ์ทางสังคม

พุทธะเรียกพระองค์เป็น “ตถาคต”

สรุปว่า พระพุทธเจ้าคือสิ่งที่มีอยู่เองโดยไม่ตบแต่ง นั่นคือ ธรรม หรือ ตถาคต

บุคลิกภาพของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์

พระไตรปิฎกบรรยายบุคลิกภาพของพุทธะ (พระพุทธเจ้า) ว่าสะอาดบริสุทธิ์ดุจดอกบัว “ตถาคตไม่ขัดแย้งกับโลกแต่โลกขัดแย้งกับตถาคต ผู้กล่าวเป็นธรรมไม่ขัดแย้งกับใครในโลก สิ่งที่บัณฑิตสมมุติว่าไม่มีในโลก ตถาคตก็ว่าสิ่งนั้นไม่มี สิ่งที่บัณฑิตสมมุติว่ามีอยู่ในโลก ตถาคตก็ว่าสิ่งนั้นมี ... ตถาคตเกิดเติบโตอยู่ในโลก ครอบงำโลกแต่ไม่แปดเปื้อนโลก เหมือนอุบล ปทุม บุณฑริก เกิดเจริญ เติบโตในน้ำ แต่ไม่ติดน้ำ ฉะนั้น” [31]

พระพุทธลักษณะด้านใน และด้านนอก  

-บุคลิกภาพภายใน

        พระชนม์ชีพแต่ละวัน พระพุทธเจ้าทรงยินดีในความสงัด โปรดเสียงเบาเงียบสงบ (อปฺป สทฺทกาโม)[32] ทรงบำเพ็ญพุทธกิจด้วยความรู้เท่าทันไม่ยึดมั่น (วิชฺชาวิมุตฺติผลานิสํโส)[33] พระลักษณะด้านในไม่มีใครรู้ได้ แม้ผู้พบเห็นเคยสนทนาก็ไม่อาจหยั่งคะเน “ผู้ที่รู้จักพระองค์ต้องเป็นเช่นเดียวกับพระองค์”[34]

       อัสสลายนมาณพ พราหมณ์หนุ่มอายุ ๑๖ ปี มีคุณสมบัติของพราหมณ์ครบถ้วนรู้เจนจบไตรเพท กล่าวว่า “พระสมณะโคดมเป็นธรรมวาทีที่บุคคลจะพึงเจรจาโต้ตอบได้ยาก ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระสมณะโคดมในคำนั้นได้”[35]

       สัจจกนิครนถ์ นักโต้วาทะ โต้จนไม่มีใครกล้าปะทะคารม ความสามารถของเขาขนาดที่ว่าโต้วาทะกับเสาไม้เสายังสะเทือน เขาอวดตัวเหมือนปูเดินชูก้าม ไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า ท้ายที่สุดความทะนงหายไปหมดสิ้น เก้อเขิน ก้มหน้า นิ่งอึ้ง พูดไม่ออก เหมือนปูโดนหักก้าม  “ถ้าเจอพระสมณโคดมไม่มีใครเอาตัวรอดได้เลย”[36]  

       พระอานนท์บอกโคปกโมคคัลลานพราหมณ์ว่า “ไม่มีภิกษุสักรูปหนึ่งที่จะมีคุณสมบัติครบทุกประการอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงมี พระพุทธเจ้าทรงยังมรรคที่ยังไม่อุบัติให้อุบัติ ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ไม่มีใครบอกได้ ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ทรงฉลาดในมรรค”[37]  

        ทีฆตปัสสี เชื่อว่า พระพุทธเจ้ารู้วิชามายาศาสตร์ (มายาวี) ที่เรียกว่าอาวัฏฏีมายาศาสตร์ ที่เป็นศาสตร์หนึ่งใน ศาสตร์ ของอุปนิษัท คือ ศักติ ประกฤติ และอัพยากฤต (อวิชชา)  สามารถเปลี่ยนความคิดคนได้ 

         ถึงแม้ไม่มีใครหยั่งพระปัญญาได้ ก็พึงศึกษาทสพลญาณ ๑๐ ประการ[38] ในพระองค์                           

           สิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงอาจหาญแกล้วกล้า คือเวสารัชชธรรม[39] ทรงยืนยันว่า

                                    . เป็นสัมมาสัมพุทธะ (สัมมาสัมพุทธปฏิญญา)

                                        . หมดสิ้นกิเลสอาสวะ (ขีณาสวปฏิญญา)

                                        . ยืนยันสิ่งที่ตรัสแล้วว่ามีโทษจริง (อันตรายิกธรรม)

                                    .  แสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังพ้นทุกข์ (นิยยานิกธัมมเทสนา)                                                                           

         บทบาทของพระองค์ผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อชาวโลก เยียวยาความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นที่พึ่งของชาวโลก พระองค์เหมือนหมอรักษาคนไข้[40] ชี้แนะทางดำเนินชีวิตแก่ชาวโลก เป็นเหมือนสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างบ้าน[41]  ทรงชี้ทางเดินให้ (มคฺคกฺขายี)

        โลกุตรธรรม ประการ เป็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้า[42]

             -พระบุคลิกภาพภายนอก

              พระพุทธเจ้าทรงมีผิวพรรณประดุจทองคำ[43] 

-ทรงมีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีพระวรกายสง่างามอย่างที่มีคนชื่นชมว่า “พระสมณโคดมมีพระรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก วรรณะและพระสรีระดังพรหม น่าดูน่าชมนักหนา”[44]

-ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ พูดวาจาสุภาพสละสลวย ดังคำชื่นชมที่ว่า “พระสมณะโคดมมีพระวาจาไพเราะ รู้จักตรัสถ้อยคำได้งดงาม มีพระวาจาสุภาพ สละสลวย ไม่มีโทษ ยังผู้ฟังให้เข้าใจเนื้อความได้ชัดเจน”[45] และคำชมที่ว่า “พระสุรเสียงที่เปล่งออกจากพระโอษฐ์นั้น ประกอบด้วยคุณลักษณะ ๘ ประการ คือ () แจ่มใส () ชัดเจน () นุ่มนวล () ชวนฟัง () กลมกล่อม () ไม่พร่า () ซึ้ง () กังวาน[46]  

-ทรงมีพระอากัปกิริยามารยาททุกอย่างงดงามน่าเลื่อมใส เป็นที่ยอมรับในสังคม มีความองอาจ แกล้วกล้า สงบเยือกเย็น เปรียบเหมือนพญาราชสีห์

พรหมายุพราหมณ์ ชำนาญไตรเวทสั่งอุตรมาณพศิษย์ผู้จบไตรเวทให้ติดตามดูอิริยาบถของพระพุทธเจ้าแล้วมาบอกว่ามีลักษณะสมตามกิตติศัพท์ที่เลื่องลือหรือไม่ อุตรมาณพเฝ้าสังเกตอยู่ เดือน ได้กลับมารายงานว่า[47]

“เมื่อจะทรงดำเนิน ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน ไม่ก้าวพระบาทยาวนัก ไม่ก้าวพระบาทสั้นนัก ไม่ทรงดำเนินเร็วนัก ไม่ทรงดำเนินช้านัก ขณะทรงดำเนิน พระชานุกับพระชานุไม่เสียดสีกัน ข้อพระบาทกับข้อพระบาทไม่กระทบกัน ไม่ทรงยกพระอุระสูง ไม่ทรงทอดพระอุระไปข้างหลัง ไม่ทรงกระแทกพระอุระ ไม่ทรงส่ายพระอุระ

เมื่อทรงดำเนิน พระวรกายส่วนบนไหว ทรงดำเนินไม่ใช้กำลังมาก เมื่อทอดพระเนตร ทรงเหลียวดูไปทั้งพระวรกาย ไม่ทรงแหงนดู ไม่ทรงก้มดู ขณะทรงดำเนิน ไม่ส่ายพระเนตร  ทรงทอดพระเนตรประมาณชั่วแอก ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงมีญาณทัสสนะไม่มีอะไรขวางกั้นได้…”

..ทรงมีพระสุรเสียงกึกก้อง ประการ คือ นุ่มนวล ฟังชัดเจน ไพเราะ ฟังง่าย กลมกล่อม ไม่พร่า ลุ่มลึก มีกังวาน..”

         วันเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมชีพตรงกับสมัยนักปราชญ์หลายคน คือ ทาเลส (Thales) อเนกซิมานเดอร์ (Aneximander) ไพธากอรัส (Pythagoras) เล่าจื้อ (Laotse) วันเวลาที่พระองค์ล่วงลับ ตรงกับสงครามเปอร์เซีย (Persian wars) และนักปราชญ์ คือ เฮอแรคคลิตัส (Heraclitus)  พาร์มีนิเดส (Parmenides) ขงจื้อ (Confucius)

        สรุป

       พุทธลักษณะ หรือบุคลิกภาพของพระพุทธองค์ ผู้นำอารยันของชาวพุทธ สรุปได้คร่าว ทรงเป็นผู้เสียสละอย่างยิ่ง พระองค์ไม่ใช่อวตารหรือเกิดจากคำสั่งของเทพ ทรงค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เอง (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) ไม่ใช่เพราะมีเทพเจ้าดลบันดาลให้พบ ทรงเป็นผู้ชี้ทางดำเนินชีวิตให้ (อกฺขาตาโร ตถาคตา) พระองค์ไม่บังคับให้ใครเชื่อ ไม่ผูกขาดความเป็นพุทธะไว้แต่เพียงผู้เดียว คำสอนไม่มีนัยเร้นลับไม่มีเงื่อนงำ (อาจริยมุฏฺฐิ) สอนแต่สิ่งที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติได้จริงในชีวิต ไม่มุ่งหวังอยากได้ศิษย์ (เช่น กรณีสีหเสนาบดี) สอนไม่ให้ติดยึดบุคคล (เช่น กรณีพระวักกลิ) ทรงมุ่งความสำเร็จประโยชน์ของผู้ปฏิบัติเป็นประมาณ 

       นี้เป็นลักษณะเด่นของผู้มีพระนามว่า พุทธะ

          เมื่อพระพุทธองค์ทรงชักชวนผู้หนึ่งผู้ใดมาสู่สังคมอารยันของพระองค์ ทรงใช้ภาษาชัดถ้อยชัดคำ มีหลักการหลายวิธี  คำพูดที่ตรัสชี้ชัดเหมือนหงายของคว่ำ เปิดของปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง เหมือนส่องไฟในที่มืดให้คนตาดี ด้วยหวังว่าเขาคงมีโอกาสได้เห็นรูป  หมายความว่าคนที่ได้ฟังคำสอนจะเกิดความรู้ยิ่งขึ้น มีความสามารถฉลาดยิ่งขึ้น มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป

การศึกษาสถานภาพของพุทธะไม่ใช่เรื่องต้องห้ามว่าอย่าไปรู้ อย่าสงสัยเรื่องนี้ ไม่มีบทบัญญัติหรือความผิดต่อผู้อยากทราบสถานภาพของพุทธะ พระองค์ทรงอนุญาตให้ตรวจสอบดังที่ตรัสว่า “ถ้าจะตรวจสอบแต่ไม่รู้วาระจิตผู้อื่น พึงตรวจสอบพระองค์ได้เพื่อจะรู้ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะจริงหรือไม่” [48] หรือที่ตรัสว่า   “จะไม่ติเตียนกรรมใด ๆ ของตถาคตบ้างเลยหรือ”[49]

ความเข้าใจสถานภาพของพระพุทธเจ้า(พุทธะ) มีผลต่อการศึกษา ถ้าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้วิเศษ ย่อมเชื่อว่าคำสอนของพระองค์เป็นคำสอนของผู้วิเศษ ถ้าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ผู้มีปัญญาล้ำเลิศ ชี้ทางดำเนินชีวิต ย่อมเชื่อว่าคำสอนของพระองค์เป็นคำสอนของผู้มีปัญญา ส่วนมากมักเชื่อว่าพระพุทธเจ้าคือผู้วิเศษ มากกว่าเชื่อว่าพระองค์เป็นครู  แท้จริง พระพุทธเจ้าคือพระบรมครู  (พุทฺธา หิ ครู โหนฺติ) ผู้สร้างสรรค์สังคม ชี้ทางชีวิต  เหมือนสถาปนิกออกแบบสร้างบ้านเรือน

 

 

 

 

 

 

บรรรณานุกรม

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. มหาจุฬา เตปิฏกํ. กรุงเทพ ฯ :  ...

-------. มหาจุฬา อฏฺฐกถา. กรุงเทพ ฯ :  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และโรงพิมพ์

          วิญญาณ, ๒๕๓๒-๒๕๓๓.

พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต), ชาวพุทธต้องเป็นผู้ตื่น.  กรุงเทพ ฯ :  มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๓.

 พระราชธรรมสุธี (เกียรติ สุกิตฺติ), เกี่ยวกับอินเดีย พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพ ฯ :  บริษัท วี. อินเตอร์

          พริ้นท์ จำกัด, ๒๕๔๙.

Haldar, J.R. Early Buddhist Mythology. New Delhi : Manohar, 1977.

Morgan, Kenneth ed. The Religion of the Hindus. Delhi : Motilal Banarasidass, 1996.

Thomas, E.J. The Life of Buddha ; as Legend and History.  Delhi : Motilal Banarasidass, 1997.

 


 


[1] Sukumari Bhattachari, Buddhist Hybrid Sanskrit Literature. (Calcutta : Arunima Printing Works,1992), p. XIV.

[2]  ที. . ๑๐/๑๗/๑๐ (มหาปทานสูตร), . อุ. ๑๔/๑๙๗/๑๖๗ (อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร)  ปกติธรรมดาของพระโพธิสัตว์คือลางบอกเหตุว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นต่อไปภายหน้า  (ที. . . //, . อุ. . /๑๙๗/๑๒๑)

[3] กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกา. (กรุงเทพ : โรงพิมพ์การศาสนา, ...), หน้า ๕๐–๕๑.

[4]Sukumari Bhattachari, Buddhist Hybrid Sankrit Literature.  p. XV.

[5]  อํ. เอกก. ๒๐/๑๗๔/๒๒)

[6]  ขุ. จู. ๓๐/๑๐๕/๒๑๘.

[7] มิลินฺท. หน้า ๓๔๐.

[8] ที. สี. . //๖๔.

[9] . มู. . /๒๙/๙๖.

[10] “นารายณสงฺฆาตพลํ” (. มู. . /๑๔๘/๓๔๖)

[11] ช้าง ๑๐ ตระกูล  (เช่น อํ. ทสก. . /๒๑/๓๒๔)

[12] . . . /๔๒๕/๓๐๑.

[13] . . . /๓๘๗/๒๗๙. 

[14] อํ. จตุกฺก. ๒๑//๓๖/๔๒ , ที่ชื่อว่าพุทธะ เพราะรู้สัจจะ ประการ  (อํ. จตุกก. . /๓๖/๓๓๘)

[15] . มู. . /๑๑๓/๕๗.

[16] อํ. เอกก. ๒๐/๑๐๗/๒๙.

[17] ที. . ๑๐/๑๖๕/๑๑๖ ,  สํ. มหา. ๑๙/๓๗๕/๑๓๒.

[18] ที. สี. /๒๕๕/๘๖, /๓๐๑/๑๑๐ , /๓๒๔/๑๒๗ , . . ๑๓/ ๓๘๓/๓๖๖.

[19] ขุ. สุ. ๒๕/๔๒๕-/๔๑๔.

[20] วิ. . /๓๓๖/๑๓๖

[21] วิ. . /๓๔๖/๑๔๙.

[22] อํ. ติก. ๒๐/๑๔/๑๐๖ .

[23] วิ. . /๑๙/๑๙๐.

[24] สํ. นิ. . /๘๗/๓๔๓. 

[25]คนสำคัญที่ปฏิรูปศาสนาในอินเดีย ได้แก่ วรรธมานะ มหาวีระ (Vardhamana Mahavira) พระพุทธเจ้า (Gautama Buddha) คุรุ นานัก (Guru Nanak) ราม โมหัน รอย (Ram Mohun Roy) ทยานันทะ สรัสวดี (Dayananda Saraswati) เกชาบ จันทระ เสน (Keshab Chandra Sen) มหาเทพ โควินทะ ระนาด (Mahadev Govind Ranade) วิเวกนันทะ (Vivekananda)  ดู Varadaraja V. Rama, Satanama 100 Great Names from India’s Past. (Bombay : Popular Prakashan), 1993.

[26] . . ๑๓/๓๙๒/๓๗๖.

[27] ขุ. . ๒๙/๑๘๒/๓๘๘, ขุ. จู. ๓๐/๙๗/๒๐๗, ขุ. ปฏิ. ๓๑/๑๖๒/๑๘๕.

[28] อ้างใน  D.C. Ahir, Heritage of Buddhism. (New Delhi : B.R. Publishing Corporation, 1928), p. 29  บุคคสำคัญในประวัติศาสตร์ คน ได้แก่ พระพุทธเจ้า (Buddha), อโศก (Asoka), โสคราเตส (Socrates), อริสโตเติล (Aristotle), โรเจอร์ เบคอน (Roger Bacon), อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)

[29] สํ. . ๑๗/๘๗/๑๖, ขุ. อิติ. ๒๕/๙๒/๓๑๐.

[30] . มู. ๑๒/๓๐๖/๒๗๐.

[31] สํ. . ๑๗/๙๔/๑๑๐.

[32] ที. ปา. ๑๑/๕๔/๓๒. 

[33] สํ. . ๑๙/๑๘๗/๖๖.

[34] . มู. ๑๒/๒๕๓/๒๕๓ , . . ๑๓/๓๗๒/๔๖๕ , อํ. ปญฺจก. ๒๒/๑๙๔/๒๒๑.

[35] . . ๑๓/๔๐๑/๓๘๘.

[36] . มู. ๑๒/๓๕๓/๓๑๖.

[37] . อุ. ๑๔/๗๙/๕๙ .

[38] อํ. ทสก. ๒๔/๒๑/๓๖  กำลังพระพุทธเจ้ามี อย่าง คือ กำลังกายและกำลังญาณ   (อํ. ทสก. . /๒๑/๓๒๕) .

[39] . มู. ๑๒/๑๕๐/๑๑๐.

[40] . อุ. ๑๔/๖๕/๔๘  , ขุ. สุ. ๒๕/๑๐๐/๓๑๙.

[41] เช่น . มู. . /๑๐๗/๒๖๓.

[42] สํ. . . /๘๗/๓๔๓.

[43] “ชาตรูปํ นาม สตฺถุวณฺโณ วุจฺจติ”   (วิ. มหา. /๕๘๔/๖๐) .

[44] . . ๑๓/๔๒๕/๔๑๔.

[45] . . ๑๓/๓๘๗/๓๗๐.

[46] . . ๑๓/๓๘๗/๓๗๐.

[47] .. ๑๓/๓๘๗/๔๗๙–๔๘๑.

[48] . มู. ๑๒/๔๘๗/๔๓๑.

[49] สํ. . ๑๕/๒๑๕/๒๓๐  “น จ เม กิญฺจิ ครหถ กายิกํ วา วาจสิกํ วา”

 

 

 

(ที่มา: -)
 
 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕