หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ สมุดโทรศัพท์ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
Mahachulalongkornrajavidyalaya University


หัวข้อข่าว
หน้าแรก
ข่าวมหาวิทยาลัย
ข่าวทั่วไป
ข่าวกิจกรรม
ข่าวอบรม
ข่าวสัมมนา/ประชุม
ข่าวคณะสงฆ์
ข่าวรับสมัครบุคลากร
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวรับสมัครนิสิต
ข่าว ศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ไทยสาร ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวออนไลน์
ผู้จัดการ ออนไลน์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์มติชน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์
Bangkok Post


ข่าวมหาวิทยาลัย
พระบัณฑิตอาสาฯ มจร. สาน 5 พันธกิจ สนองพระราชดำริ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ”
วันที่ ๒๔/๐๔/๒๐๑๔ เข้าชม : ๒๙๘๕ ครั้ง

“เสียเหงื่อแต่ได้ใจ”ชาวเขา

 

บนยอดดอยสูงห่างไกลความเจริญในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย...คือบ้านและแหล่งทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้ง กะเหรี่ยง เย้า มูเซอ ลีซอ ม้งอาข่า ไทยใหญ่ จีนยูนนาน และ ไทลื้อ ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ปัจจัยสำคัญที่พวกเขายังขาดไปคือ การศึกษา และศาสนา

หลายพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ยังคงนับถือผี ทั้งยังขาดความรู้ ทำให้ไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น ขนยาเสพติด ปลูกฝิ่น หรือบางพื้นที่ก็มีการทำลายป่าไม้ เผาป่า เพื่อหวังใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่ม ชาติพันธุ์บนดอยสูงที่ยังไม่มีศาสนา จึงมีพระราชดำริให้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)ส่งพระสงฆ์เข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา เกิดเป็นโครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขาขึ้นมาใน พ.ศ.2543 โดยมี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ ดูแลโครงการนี้

และนั่นถือเป็นจุดก่อกำเนิดของ โครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา

ด้วยการรับสมัครพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ ที่เรียนจบในภาคทฤษฎีพุทธศาสตรบัณฑิตแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้ได้พระสงฆ์ที่มีความรู้ เพียงพอในการที่จะไปถ่ายทอดยังกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ทั้งพระสงฆ์ที่ร่วมโครงการนี้ต้องลงพื้นที่นานถึง 1 ปีเต็มด้วย

กว่า 14 ปีแล้วที่โครงการพระบัณฑิตอาสาฯ ได้ส่งพระสงฆ์ลงพื้นที่บนดอยต่างๆที่มีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด มาอย่างต่อเนื่อง

ถึงวันนี้มีพระบัณฑิตอาสาฯ ไปตั้งอาศรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว 35 แห่ง ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนคือเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน

และเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางคณะของ มจร. เกือบร้อยชีวิต นำโดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจพระบัณฑิตอาสาฯ ที่ อาศรมบ้านห้วยบง ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งเตรียมตั้งอาศรมบ้านห้วยบง ให้เป็นศูนย์กลางการประสานงานของพระบัณฑิตอาสาฯด้วย อีกทั้ง พระพรหมบัณฑิต ยังถือโอกาสในการเดินทางมาครั้งนี้จัดประชุมพระบัณฑิตอาสาฯทั้งหมด เพื่อวางแนวทางในการปฏิบัติงานด้วย

พระครูโฆสิตปริยัตยาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตเชียงใหม่ บอกว่า พันธกิจของพระบัณฑิตอาสาฯ คือ 1.การเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชุมชนบนพื้นที่สูง 2.การรณรงค์ลด ละ เลิก อบายมุข 3.ส่งเสริมสนับสนุน ประสานงาน และจัดสวัสดิการสังคม สงเคราะห์บนที่สูง 4.การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.การให้การศึกษา ภาษา หน้าที่พลเมืองที่ดีตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 6.การอนุรักษ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาชนเผ่า แต่เนื่องจากการทำงานของพระบัณฑิตอาสาฯ เป็นงานหนัก ปัจจุบันจึงพบปัญหาพระบัณฑิตอาสาฯขาดกำลังใจในการทำงานดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างกำลังใจและแรงจูงใจให้พระสงฆ์ที่จะเข้าร่วมโครงการพระบัณฑิตอาสาฯ โดยจะพิจารณาให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ฟรี ที่ มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ด้วย

“พระบัณฑิตอาสาฯยุคนี้ อุดมการณ์ในการทำงานน้อยลง มีหลายรูปที่จะเข้าร่วมโครง- การจะถามว่าที่แต่ละอาศรมมีไฟฟ้าใช้หรือไม่มีทีวีหรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณในการเป็นพระบัณฑิตอาสาฯที่ลดลง เพราะการที่จะมาเป็นพระบัณฑิตอาสาฯต้องตัดเรื่องลาภสักการะ และการทำงานพระบัณฑิตอาสาฯแม้จะมีแต่เสียเหงื่อ แต่ได้ใจ” พระปลัดสุชาติ สุวฑฺฒโก เจ้าหน้าที่นิเทศน์ประจำโครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา กล่าวถึงอีกปัญหาที่พบในพระบัณฑิตอาสาฯในยุคนี้ และยอมรับด้วยว่า การทำงานของพระบัณฑิตอาสาฯถึงแม้ว่าต้องมีอุดมการณ์ แต่บางครั้งจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำงานด้วย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการศึกษาได้ผลมากขึ้น ขณะเดียวกัน พระก็ต้องเข้าหาคนในชุมชนด้วยและหากปรับตัวได้ดีก็จะสามารถทำงานได้ดี

ขณะที่ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี มจร.ระบุว่า งานของพระบัณฑิตอาสาฯ จะต้องมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เพื่อให้พระนิสิตได้รู้จักโครงการนี้ รวมถึงพุทธศาสนิกชนด้วย อีกทั้งงานพระบัณฑิตอาสาฯ ต้องต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งต่องานจากรุ่นสู่รุ่นที่ควรจัดทำแนวทางของพระบัณฑิตอาสาฯที่ทำงานประสบความสำเร็จเป็นคู่มือให้พระบัณฑิตอาสาฯรุ่นต่อไปด้วย เพราะความศรัทธาจะเกิดขึ้นได้จากความต่อเนื่องในการทำงานเผยแผ่ และพระบัณฑิตอาสาฯ ต้องเน้นสอนเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวพุทธที่ทำแล้วเกิดสุข ดังนั้นจะต้องสอนให้ชาวเขาเข้าใจ 3 คำนี้และต้องแสดงให้เห็นว่า จะเกิดสุขจากการทำตาม 3 คำนี้ได้อย่างไรด้วย
“ทีมข่าวศาสนา” ชื่นชมการทำงานของพระบัณฑิตอาสาฯทุกรูป และเห็นด้วยอย่างแท้จริงกับฉายาที่ พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมจร. ตั้งให้ว่า “พระใจสิงห์” ที่ยอมเสียสละเข้าไปทำงานในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชาวเขาให้ได้รับการศึกษา และได้เข้าถึงพระพุทธศาสนา

เพราะการทำงานในพื้นที่ดังกล่าวนั้นต้องลืมไปได้เลยในเรื่องของลาภสักการะ ขณะที่บางพื้นที่ต้องผจญกับความลำบากยากแค้น ถึงขนาดที่ในบางวันกับข้าวที่จะใส่บาตรพระยังไม่มี

แต่เราเชื่อว่า ผลจากการทำงานอย่างทุ่มเท และเสียสละ ด้วยจิตเมตตาอันบริสุทธิ์ของพระบัณฑิตอาสาฯ เพื่อทำให้ชาวเขากลุ่มหนึ่งมีความรู้มีการศึกษา ได้เข้าถึงพระพุทธศาสนา ทั้งยังสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัวได้

ไม่ว่าลาภสักการะใดๆ ก็มิอาจมีค่าทัดเทียม...

ทีมข่าวศาสนา

ที่มา; หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 22 เมษายน 2557

ประสานงาน; สมหมาย สุภาษิต

 


แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend

ข่าวอื่นๆในหมวด
  มหาจุฬาฯ จัดอบรมพัฒนาเยาวชนวิถีพุทธต้นแบบ รุ่น ๔  
  มจร สัมมนาว่าที่พุทธศาสตร์บัณฑิต ออกปฏิบัติศาสนกิจทั่วประเทศ  
  อธิการบดี มจร.นำคณะตรวจเยี่ยมพระบัณฑิตอาสาบนพื้นที่สูง สนองพุทธดำรัส “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย ฯ”  
  อธิการ มจร’แนะครูวิถีพุทธยุคดิจิทัลต้องมี’3A’ ชี้สร้างคนด้วยไอทียังไม่สมบูรณ์หากขาดพัฒนาจิตวิญญาณ  
  เชิญร่วมฟังสัมมนา โดยครูอ้อย และ กาละแม  
  สถาบันภาษา เปิดรับสมัครอาจารย์เข้าอบรมพัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษ  
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕