หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ สมุดโทรศัพท์ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
Mahachulalongkornrajavidyalaya University


หัวข้อข่าว
หน้าแรก
ข่าวมหาวิทยาลัย
ข่าวทั่วไป
ข่าวกิจกรรม
ข่าวอบรม
ข่าวสัมมนา/ประชุม
ข่าวคณะสงฆ์
ข่าวรับสมัครบุคลากร
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวรับสมัครนิสิต
ข่าว ศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ไทยสาร ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวออนไลน์
ผู้จัดการ ออนไลน์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์มติชน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์
Bangkok Post


ข่าวมหาวิทยาลัย
จาก"มหาวิทยาลัยเถื่อน" สู่มหาวิทยาลัยระดับโลก!
วันที่ ๑๙/๐๓/๒๐๑๘ เข้าชม : ๗๐๑ ครั้ง

 จาก"มหาวิทยาลัยเถื่อน" สู่มหาวิทยาลัยระดับโลก!

สัปดาห์นี้ขอเอ่ยถึง “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” อดีตเคยถูกกีดกันสารพัด แต่ปัจจุบันพัฒนา
 
 
 
ใครจะคาดคิดว่ามหาวิทยาลัยที่ถูกมองว่าเป็น “มหาวิทยาลัยเถื่อน” เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกกีดกันจากพระผู้ใหญ่บางรูป เป็นมหาวิทยาลัยที่รัฐบาลไม่รับรองวุฒิการศึกษา และเป็นอดีตมหาวิทยาลัยที่อาจารย์สอนไม่เคยมีเงินเดือน ซ้ำบางท่านสอนฟรีไม่พอ ยังต้องถวายน้ำปานะเลี้ยงนิสิตอีก

วันนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีนิสิตที่สำเร็จการศึกษามาแล้วจำนวน 63 รุ่น แยกเป็นระดับปริญญาตรี 50,674 รูป/คน ปริญญาโท 6,679 รูป/คนและปริญญาเอก 1,019 รูป/คน รวมทั้งสิ้น 58,372 รูป/คน เป็นมหาวิทยาลัยของประเทศไทยแห่งเดียวที่แก้ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้สร้างโอกาสทางการศึกษา ให้แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสก้าวสู่มหาวิทยาลัยทั่วไป

รวมทั้งลูกที่ถูกทอดทิ้ง กำพร้า อนาถา ชาวเขา ก็สามารถเข้ามาศึกษาสถาบันระดับอุดมศึกษาแห่งนี้ได้ ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนไปแล้วทั่วประเทศและทั่วโลก โดยในต่างประเทศมีสถาบันสมทบ 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศฮังการี สิงคโปร์ ศรีลังกา เกาหลีใต้ และใต้หวัน



ส่วนในประเทศไทยมีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ หน่วยวิทยบริการและโครงการขยายห้องเรียน ครอบคลุมทุกภูมิภาคใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดการเรียนการสอนมากถึง 227 หลักสูตร เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีนิสิตทั้งสิ้น จำนวน 24,344 รูป/คน มีผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ 3,003 รูป/คน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ผลิตบุคลากรไม่เฉพาะเพื่อสนองงานคณะสงฆ์เท่านั้น แม้แต่ในฝ่ายบ้านเมืองก็มี “ศิษย์เก่า” สถาบันการศึกษาแห่งนี้ไม่ใช่น้อย

สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ หากจำไม่ผิดจ่ายค่าเทอมเพียงเทอมละประมาณ 1,700 บาท พวกเราไม่มีโอกาสนั่งรถเมล์เหมือนคนทั่วไป เพราะธรรมชาติรถเมล์เวลาเจอพระไม่ค่อยรับและยิ่งรถเมล์ที่มีแอร์ยิ่งไม่อยากรับ พระนิสิตรุ่นผมสมัยนั้นต้องนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปลงที่ท่ารถไฟข้างๆ โรงพยายาลศิริราช มีรถเมล์เก่าๆ สีเหลืองอยู่ 2 คัน จะมาค่อยรับส่งพระนิสิตที่ท่าเรือแห่งนี้ เวลาค่ำๆ ก็นั่งรถกระเป๊าะคันเล็กๆ กลับมายังท่าเรือแห่งนี้และอาศัย “เรือด่วนเจ้าพระยาฟรี” เพื่อกลับวัด

วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดที่ผมจำพรรษา ด้วยความที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือดีๆ หลังฉันเช้าเสร็จผมมักจะเดินข้ามฟากมาจากท่าเตียนเพื่อมาอ่านหนังสือใหม่ๆ ตรงร้านหนังสือนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ สมัยนั้นร้านนายอินทร์ชั้น 2 จะมีมุมนั่งให้อ่านหนังสือ เราก็ทำเป็นเลือกโน้นเลือกนี่แล้วก็หยิบหนังสือการเมือง หรือหนังสือประเภทวิเคราะห์เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่คิดว่าถูกกับจริตของเราหยิบไปอ่าน



 


เมื่อถึงเวลาใกล้ๆ ฉันเพล ก็ซื้ออาหารกล่องไปฉันตรงตึกมหาจุฬาฯ วัดมหาธาตุ แล้วก็ข้ามฟากไปนั่งรถต่อเพื่อเรียนยังศูนย์วัดศรีสุดาราม ตกช่วงเย็นๆ หากมีเวลาเหลือหรือบางวันอาจารย์สอนติดภารกิจไม่มาสอน ผมจะไปห้องสมุด “ดิเรก ชัยนาม” ชั้น 5 ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำ

ยุคสมัยนั้น “หลักสูตรรัฐศาสตร์” ยังไม่ถูกรับรองจากรัฐบาล มักมีรุ่นพี่มาเล่าประสบการณ์ไปทะเลาะกับคน กพ.ประจำ เพราะบางคนสึกออกไปแล้วไปสอบปลัดอำเภอบ้าง สอบเข้าราชการบ้างใน “สาขารัฐศาสตร์” บางคนสอบติดแต่เวลาตรวจสอบวุฒิการศึกษาปรากฎว่า“หลักสูตร กพ.ไม่รับรอง” 

จนเมื่อปี พ.ศ.2540 มหาวิทยาลัยได้รับการรับรองและมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเป็นของตนเอง ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และนับตั้งแต่นั้นมา “มหาวิทยาลัยสงฆ์” แห่งนี้ก็เหมือน “พยัคฆ์ติดปีก” มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด เกิดสถาบันภาษา, วิทยาลัยพระธรรมทูต, ศูนย์อาเซียนศึกษา, สถาบันวิปัสสนา, วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ



มีพระสงฆ์นิกายต่างๆ รวมทั้งฆราวาสเดินทางมาเรียน ณ สถาบันแห่งนี้จากทุกมุมโลก เป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาโลกอย่างแท้จริง มีพระธรรมทูตเผยแผ่พุทธศาสนากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทั้งในยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย พูดง่ายๆ ไม่มีพระธรรมทูตคนไหน ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เว้น “คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย” และที่สำคัญปัจจุบันพระนิสิตที่จบจากสถาบันแห่งนี้มีทุกระดับชั้นไม่เว้นแม้กระทั้ง “กรรมการมหาเถรสมาคม”

ในวันพุธที่ 13 กันยายน 2560 นี้ สถาบันการศึกษาอันทรงเกียรตินี้มีอายุครบ 130 ปีแล้ว และถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ผมในฐานะศิษย์เก่าขอแสดงความยินดีและขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่านที่ “ผลิตพวกผมออกมา” จนกล้าประกาศเลยว่า “พวกเรามีดีและมีองค์ความรู้ไม่แพ้สถาบันใด”

และก็อดภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้ว่า...วันนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย...จาก “มหาวิทยาลัยเถื่อน” สามารถพัฒนาไปสู่ “มหาวิทยาลัยระดับโลก” ได้


…......................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

ขอบคุณภาจาก เฟซบุ๊ค Mcu Tv-channel และพระโสภณวชิราภรณ์ ... ที่มา : https://dailynews.co.th/article/597752
 
ขอขอบคุณ : ภาพ/ข่าว เว็บไซต์ข่าว เดลินิวส์

 


แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend

ข่าวอื่นๆในหมวด
  รับสมัครผู้เข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่น 25 ปี 2562  
  อธิการบดี มจร เมตตาให้ผู้แทนสมาพันธ์องค์กรนิสิต มจร (ภาคอีสาน) ถวายรายงานและรับฟังแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับองค์กรนิสิต มจร  
  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ร.๙ เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๑  
  ขอนิมนต์ เชิญ ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล  
  “รองอธิการบดี มจร ประชุมติดตาม และเตรียมข้อมูลเพื่อตั้งงบปี 63  
  'อธิการบดีมจร'ย้ำ!คุณูปการพุทธต่อสังคมโลกที่จีน  
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕