หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ สมุดโทรศัพท์ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU
Mahachulalongkornrajavidyalaya University


หัวข้อข่าว
หน้าแรก
ข่าวมหาวิทยาลัย
ข่าวทั่วไป
ข่าวกิจกรรม
ข่าวอบรม
ข่าวสัมมนา/ประชุม
ข่าวคณะสงฆ์
ข่าวรับสมัครบุคลากร
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวรับสมัครนิสิต
ข่าว ศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ไทยสาร ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวออนไลน์
ผู้จัดการ ออนไลน์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์มติชน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์
Bangkok Post


ข่าวมหาวิทยาลัย
"พระธรรมโกศาจารย์"ชี้คำ"ไม่เป็นไร"คนไทยหายไป มีแต่การแบ่งสี
วันที่ ๑๘/๐๑/๒๐๑๐ เข้าชม : ๘๔๓๑ ครั้ง

เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๓ : พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “กะเทาะเปลือกวัฒนธรรม : การปรับเปลี่ยนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์”ภายใต้หัวข้อ “วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อไทยรุ่งเรืองหรือเรียวลง” จัดโดยสภาวิจัยแห่งชาติ ว่า วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตที่นำมาซึ่งความสุข หลายประเทศหันมานำความเจริญด้านวัฒนธรรมหรือมวลรวมของความสุขเป็นตัววัดความเจริญของประเทศ แทนผลิตภัณฑ์มวลรวมด้านเศรษฐกิจ ส่วนไทยเองยังเป็นคำถามในสังคมว่า เราจะนำความเจริญด้านใดมาวัดกันดี เพราะเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมสามารถก่อให้เกิดเอกภาพและความสามัคคีได้ เนื่องจากความรู้สึกร่วมภูมิใจของคนในสังคม แต่น่าเสียดายว่าทุกวันนี้กลับมีการนำวัฒนธรรม ศาสนา มาเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งทางสังคม ทั้งการเมืองในประเทศ ปัญหาภาคใต้ เป็นต้น แม้จะมีหลายฝ่ายเข้าไปแก้ปัญหาความแตกแยกแต่ก็ยังไม่สามารถต่อให้ติดเหมือนเดิมได้

               พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวต่อว่าหากจะให้วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อของไทยรุ่งเรือง คนในสังคมต้องมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว สมัยก่อนมีคำติดปากคนไทยว่า “ไม่เป็นไร” “ขอกันกินมากกว่านี้” ซึ่งหมายถึงการเอื้อเฟื้อมีเมตตาต่อกัน หรือการเป็น "สยามเมืองยิ้ม" ต้องการให้หันมองว่าแล้วปัจจุบันวัฒนธรรมเหล่านี้เลือนหายไปไหน มีการแบ่งสี แบ่งฝ่าย นำข้อมูลข่าวสารมาต่อสู้กันจนเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไป หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้สังคมไทยเรียวลง

           ด้าน ศ.กิตติคุณ ปรีชา ช้างขวัญยืน ประธานคณะกรรมการสาขาปรัชญา สภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก มีผลให้วัฒนธรรมไทยเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางด้านภาษา เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามา ภาษาที่มาควบคู่ส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศ โดยคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้รับภาษาเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นเรื่องภาษาที่ปกติ ขณะที่คนรุ่นเก่าเริ่มวิตกว่าภาษาไทยจะวิบัติ เพราะคำไทยแท้เริ่มหายไป ดังนั้นจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักจัดบรรทัดฐานภาษาขึ้นมา แม้จะรับภาษาสมัยใหม่แต่จะต้องให้ความสำคัญกับภาษาไทยดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่แค่ภาษาไทยกลาง แต่หมายถึงภาษาท้องถิ่น หรือภาษาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยในประเทศ
 
             “เห็นว่าการเรียนสมัยนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรเน้นเรียนการออกเสียง ที่มีการผันวรรณยุกต์ การแยกอักษรสูง ต่ำ กลาง เมื่อผสมกันเป็นคำจะได้คำที่มีโทนเสียงสูงต่ำ คนโบราณจะบอกว่าไพเราะ แต่ตอนนี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้แล้ว อย่างไรก็ดี อยากให้เกิดดการผสมผสานทั้งการรับภาษาสมัยใหม่ ในขณะที่ภาษาไทยเดิมของเราก็ต้องสอนให้เด็กนำมาใช้ไม่ให้ลืมด้วย” ศ.กิตติคุณ ปรีชา กล่าว

           แหล่งข่าว มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263626647&catid=04
           ค้นข่าวโดย พระมหาศรีทนต์ สมจาโร ผู้อำนวยการส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ มจร



เว็บไซต์อ้างอิง
  Web Link : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263626647&catid=04
แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend

ข่าวอื่นๆในหมวด
  ผู้บริหาร มจร รับมอบประกาศเกียรติคุณให้เป็นศิษย์​สื่อสารการเมืองดีเด่น​  
  คณะอนุกรรมการปฏิรูปการสอนพุทธในสถานศึกษา  
  สนช.คลอดแล้ว!พรบ.การศึกษาพระปริยัติธรรม  
  ฆาตกรรมสันติภาพ!!!พระครูประโชติรัตนานุรักษ์  
  โครงการพุทธเกษตรสาธิต บูรณาการกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  
  ขอเชิญเข้าร่วมโครงการเดินธุดงค์ - ธรรมยาตราหลักสูตรบัณฑิตศึกษาภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์  
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕