หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ สมุดโทรศัพท์ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU

หน้าหลัก » พระครูสังฆรักษ์ไพโรจน์ เขมจิตฺโต
 
เข้าชม : ๓๙ ครั้ง
ศึกษาการกำหนดอารมณ์ปรมัตถ์ของผู้เจริญวิปัสสนาภาวนาแบบวิปัสสนายานิก
ชื่อผู้วิจัย : พระครูสังฆรักษ์ไพโรจน์ เขมจิตฺโต ข้อมูลวันที่ : ๐๘/๐๘/๒๐๑๗
ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต(วิปัสนาภาวนา)
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ :
  พระราชสิทธิมุนี
  ชิณญ์ ทรงอมรสิริ
  -
วันสำเร็จการศึกษา : ๗/มีนาคม/๒๕๕๙
 
บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ เพื่อศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท เพื่อศึกษาอารมณ์ปรมัตถ์ของการวิปัสสนาภาวนา และเพื่อศึกษาการกำหนดอารมณ์ปรมัตถ์ของผู้เจริญวิปัสสนาแบบวิปัสสนายานิก โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาทและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวบรวม สรุป วิเคราะห์ เรียบเรียงบรรยายเชิงพรรณนา ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ จากการศึกษาพบว่า

การเจริญวิปัสสนาภาวนา หมายถึงการพัฒนาปัญญาที่ถูกต้องเกิดจากการกำหนดรู้พิจารณาสังขารธรรมโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยความเป็นเหตุปัจจัยของสภาวธรรมทั้งหลาย ผู้เจริญวิปัสสนาจะสามารถมองเห็นนามรูป เกิดดับเมื่อมีสติและสมาธิให้มีกำลังแก่กล้าจะสามารถเห็นความดับของอารมณ์ที่กำหนดรู้อยู่ วิปัสสนาญาณที่เกิดจากการกำหนดรู้การเกิดดับของนามรูปก็จะสามารถมองเห็นสามัญญลักษณะ ซึ่งจะสามารถหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสได้

อารมณ์ปรมัตถ์ คือการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเช่น ภาชนะวัตถุซึ่งมีชื่อต่าง ๆ เป็นรูปธรรม เมื่อแยกธาตุแล้วจะได้เป็นธาตุดิน น้ำ เป็นต้น ธาตุมี ๒๘ ธาตุที่ประชุมกันเรียกว่า รูป คือ การรู้ การเห็น เป็นต้นซึ่งเกี่ยวข้องกับจิต จัดเป็นนาม การรู้เห็นสรรพสังขารทั้งหลายคือ รูปและนามซึ่งมีความดับของจิตทุกขณะ คือการรูปสภาพสามัญในธรรมชาติที่แท้จริงของสังขารทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่ความรู้พิเศษใด ๆ แต่นำไปสู่การรู้อารมณ์ปรมัตถ์นั่นเอง

การกำหนดรู้อารมณ์ปรมัตถ์ คือ การปฏิบัติวิปัสสนามีรูปนามเป็นปัจจุบันอารมณ์ การกำหนดรู้นำไปสู่การปฏิบัติสมาธิ มีสติต่อเนื่องจนเกิดเอกัคคตาจิตเพื่อรู้ความเป็นจริงอย่างที่มันปรากฏ นั้นคือ ไตรลักษณ์, การเจริญวิปัสสนาโดยการกำหนดรู้อารมณ์ปรมัตถ์ของสังขารทั้งหลายจนเกิดญาณแก่กล้าจะบรรเทากิเลสหรือละสังโยชน์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับกำลังของสติและปัญญา วิปัสสนาญาณจะทำลายสังโยชน์เป็นขณะ เรียกว่า ตทังคปหาน เมื่อปฏิบัติเห็นจริงตามอริยสัจ ๔ ย่อมปรากฏผลของการปฏิบัติคือรู้แจ้งในอริยสัจ จึงเป็นการบรรลุมรรคผลที่สามารถดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

ดาวน์โหลด

 

 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕