หน้าหลัก ค้นหา ติดต่อ การเรียน/การสอน เหตุการณ์ แผนที่เว็บ Thai/Eng
MCU

หน้าหลัก » พระอำนาจ พุทฺธวํโส (พุทธอาสน์)
 
เข้าชม : ๒๖๔๗ ครั้ง
การศึกษาเปรียบเทียบระบบความสัมพันธ์ในเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับกลุ่มสังฆะในพระพุทธศาสนา (๒๕๕๓)
ชื่อผู้วิจัย : พระอำนาจ พุทฺธวํโส (พุทธอาสน์) ข้อมูลวันที่ : ๒๔/๑๑/๒๐๑๑
ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต(พระพุทธศาสนา)
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ :
  พระปลัดเสน่ห์ ธมฺมวโร
  ผศ. ดร. พูนชัย ปันธิยะ
  นางไฉไลฤดี ยุวนะศิริ
วันสำเร็จการศึกษา : 2553
 
บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้  มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาระบบความสัมพันธ์ในเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับกลุ่มสังฆะในพระพุทธศาสนา  มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระบบความสัมพันธ์ในเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง   กับระบบความสัมพันธ์ของสังฆะในพระพุทธศาสนาและเปรียบเทียบระบบความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่ม  ผลการศึกษาพบว่า

ระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เป็นกระบวนการจัดระเบียบทางสังคมโดยใช้วิธีการทางความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรมและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกภายในกลุ่ม ชาวม้งให้ความสำคัญกับระบบการสืบเชื้อสายผ่านสายโลหิต โดยการสืบเชื้อสายทางบิดาเป็นหลัก การนับความสัมพันธ์ทางเครือญาติจึงกระทำโดยการสืบย้อนกลับไปยังพ่อและปู่ขึ้นไปตามลำดับ ดังนั้น ผู้ชายจะสืบแซ่สกุลของพ่อ ผู้หญิงจะเปลี่ยนไปใช้แซ่สกุลของสามีหลังจากแต่งงาน ดังนั้นผู้ชายชาวม้งทุกคนในแซ่ตระกูลเดียวกันถือเป็นพี่น้องกัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของชาวม้ง นอกจากจะเป็นแบบระบบสายโลหิตโดยการสืบทอดโดยตรงจากบิดามารดาและโดยการแต่งงานแล้ว ยังเป็นเรื่องของการสืบทอดผ่านระบบวัฒนธรรมของความเป็นอัตลักษณ์ทางเครือญาติ ที่กลุ่มผู้นำและผู้นำทางพิธีกรรมสร้างขึ้นมา การสถาปนาความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เป็นการหล่อหลอมคนในสังคมให้มีการช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สร้างพลังความสามัคคี และเพื่อควบคุมพฤติกรรมเบี่ยงเบนของสมาชิกในสังคมให้เป็นกลุ่มชนที่มีอุดมคติเดียวกัน (Imagined Community) อีกทั้งยังเป็นการความเข้มแข็งและความเป็นเอกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง

ระบบความสัมพันธ์ของพระภิกษุสงฆ์ มีกรอบของพระธรรมวินัยเป็นบทบัญญัติในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในกลุ่ม สังคมของสังฆะมีวิวัฒนาการไปตามลำดับ โดยมีปัจจัยอยู่ที่การขยายตัวของบุคคลที่เข้ามาในสังคมสงฆ์เป็นหลัก เมื่อมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาในองค์กรสงฆ์มากขึ้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นมาเพื่อเป็นข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างมีแบบแผน และเอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ตามโครงสร้างพื้นฐานของการรวมกลุ่มกันทางสังคมของมนุษย์ ในเบื้องต้นพระพุทธองค์ทรงบัญญัติกฎเกณฑ์ทางสังคม เพื่อมุ่งหวังให้สมาชิกภายในสังฆะมีหลักการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม คือ การศึกษาอบรม การเลี้ยงชีพ การปกครอง วิธีดำเนินกิจกรรมต่างๆ (สังฆกรรม) เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้รับการฝึกหัดอบรมเจริญก้าวหน้าและเข้าถึงจุดหมายของพระศาสนา โดยมีพระวินัย (ศีล)ข้อประพฤติ และพระธรรม(คำสอน)หลักการปฏิบัติ เป็นหลักการในการดำเนินชีวิต กระบวนการทางสังคมของสงฆ์ให้ความสำคัญถึงสิทธิของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของกลุ่ม   โดยทั่วถึงและเท่าเทียมกัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เคารพในคุณค่าของกันและกัน อยู่ด้วยความกลมกลืนสมานฉันท์เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความสามัคคี  ปฏิบัติต่อกันด้วยประโยชน์เกื้อกูลเป็นหลัก มีอิสรภาพทั้งทางกาย ทางวาจา และความคิด ซึ่งถือเป็นกลุ่มสังคมที่อุดมไปด้วยธรรมในการครองชีวิต

จากการศึกษาเปรียบเทียบระบบความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่มสังคม คือ กลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับกลุ่มสังฆะในพระพุทธศาสนา เมื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบกันแล้ว ทำให้ทราบถึงแนวคิดทางทฤษฎีและวิธีการปฏิบัติของระบบความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่ม ดังนี้ ระบบความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่มสังคม มีสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อีกทั้งปัจจัยที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม กระบวนการทางโครงสร้างของสังคมก็มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ แนวคิดทฤษฎีและรูปแบบการปฏิบัติของชาวม้ง ให้ความสำคัญอยู่ที่ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และพิธีกรรมเป็นสำคัญ โดยผ่านกระบวนการสืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มตนเอง ส่วนกลุ่มของสังฆะ ให้ความสำคัญที่บทบัญญัติที่เป็นพระวินัย ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการบังคับใช้กับสมาชิกภายในกลุ่ม และถือเป็นธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมการปฏิบัติของกลุ่ม ทั้งนี้จุดมุ่งหมายของความสัมพันธ์ทั้งสองกลุ่มสังคมมุ่งถึงการสร้างสันติภาพ ภราดรภาพ และเอกภาพให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมที่ตนอาศัยอยู่

download

 
 
สงวนลิขสิทธ์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ 
พัฒนาและดูแลโดย : webmaster@mcu.ac.th 
ปรับปรุงครั้งล่าสุดวันพฤหัสบดี ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕