ข่าวประชาสัมพันธ์
"ชาว มจร" ไม่ทิ้งประชาชนยามยาก! "วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด-ศรีสะเกษ" ร่วมมือรัฐ สละห้องเรียน ตั้งรพ.สนามรับผู้ป่วยโควิด
14 ก.ค. 64 | ข่าวมหาวิทยาลัย
412
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2564  พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เปิดเผว่า ในสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ในเวลานี้ โดยเฉพาะสำหรับกรุงเทพมานครและจังหวัดปริมณฑลที่มีมาตรการจาก ศบค.อย่างเข้มงวดในการออกนอกเคหสถานและปิดแคมป์คนงานทำให้ผู้คนหลั่งไหลกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กระจัดกระจายกันอยู่ตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นเหตุให้โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลประจำอำเภอมีเตียงไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ในขณะนี้ เช่น ในจังหวัดร้อยเอ็ด โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลสนามอีก 2 แห่งเต็มหมด แต่คนที่ติดเชื้อและยังรอเตียงยังมีอีกเป็นจำนวนมาก

ผู้คนที่ติดเชื้อ ร้องขอความช่วยเหลือ รอความหวัง รอเตียง กลายเป็นทุกข์ของคนทั้งประเทศ เป็นภาพที่ไม่มีใครอยากเห็น ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัด ต่างวิ่งหาสถานที่เพื่อขอจัดตั้งโรงพยาบาลสนามกันอลหม่านไปหมด บางที่ก็น่าเห็นใจที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทางการ ท้องถิ่น ต่างปฎิเสธไม่ขอเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลสนาม ปฎิเสธด้วยเหตุผลต่างๆนาๆทั้งที่หน่วยงานเหล่านั้นล้วนได้รับงบประมาณจากภาครัฐซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศ
       
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระธรรมวัชรบัณฑิต อธิการบดี ได้ตระหนักถึงทุกข์ครั้งใหญ่ของคนในประเทศในครั้งนี้ จึงมีนโยบายให้วิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ในสังกัดทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังและขอให้ทุกที่ทุกแห่งให้ความร่วมมือกับฝ่ายบ้านเมืองในแก้ปัญหาของประเทศชาติในครั้งนี้ เช่นจัดตั้งโรงทานแจกอาหารกระจายไปในทุกภูมิภาคของประเทศ บริจาคสิ่งของที่จำเป็นและขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น
       
บัดนี้เมื่อทางการขาดแคลนสถานที่ตั้งโรงพยาบาลสนาม วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระราชพรหมจริยคุณ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด ประธานกรรมการวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด พระครูวาปีจันทคุณ ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าและนิสิตได้ร่วมใจกันเสียสละยกห้องประชุมใหญ่วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดให้เป็นสถานที่ตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 4 ของจังหวัดเพื่อช่วยชีวิตประชาชนคนร้อยเอ็ดด้วยกัน
        
ในส่วนของวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระอุดมปัญญาภรณ์ รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิตก็ได้ให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดยินยอมให้จังหวัดมาเปิดเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและรักษาชีวิตประชาชนชาวศรีสะเกษ
      
ในส่วนภาคเหนือ ทั้งวิทยาลัยสงฆ์ ปัตตานี สุราษฎร์ธานีและวิทยาเขตนครศรีธรรมราช ต่างก็เร่งทำงานช่วยเหลือประชาชนเท่าที่มีกำลังเพียงพออย่างเต็มกำลัง
        
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี วิทยาเขตหนองคาย ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ นครราชสีมา วิทยาลัยสงฆ์เลย ชัยภูมิ นครพนม บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยินดีให้ความร่วมมือและขณะนี้ทุกแห่งก็ต่างทำโรงหรือบริจาคสิ่งของเพื่อบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นในทุกที่ทุกแห่ง
         
ภาคเหนือมีวิทยาเขตเชียงใหม่ แพร่ พะเยา นครสวรรค์ วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน พุทธชินราช พิษณุโลก น่านเฉลิมพระเกียรติ ลำปาง เชียงราย พ่อขุนผาเมือง เพชรบูรณ์ พิจิตร อุทัยธานี ต่างก็ปฎิบัติกิจในการให้ความช่วยเหลือประชาชนเช่นเดียวกัน
        
ภาคกลางวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร ฉเชิงเทรา ราชบุรี พุทธปัญญาศรีทวารวดี วัดไร่ขิง สุพรรณบุรี ระยอง เพชรบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี ต่างก็ทำงานหนักในเรื่องนี้ไม่แพ้กัน
         
พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวด้วยว่า นี่คือภารกิจของชาวมหาจุฬาฯที่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ และให้ใช้สถานทึ่เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในคราวที่เพื่อนร่วมชาติมีความทุกข์และวิกฤติอย่างแสนสาหัส

จังหวัดศรีสะเกษ ผุดแคมเปญ “ชมรมคนปรางค์กู่ไม่ทิ้งกัน” รองรับผู้ป่วยโควิดกลับคืนถิ่น

ขณะเดียวกัน หลังจากรัฐบาลได้ประกาศมาตรการล๊อคดาวน์ และปิดแคมป์คนงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ทำให้ประชาชนจำนวนมากอพยพกลับคืนสู่ลำเนาของตนเอง  และหนึ่งกลุ่มคนที่อพยพกลับบ้านมีกลุ่มคนที่ติดเชื้อโควิดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีแรงงานกลับคืนถิ่นเป็นจำนวนมาก
          
นายชูชีพ สืบทรัพย์ สาธารณสุขอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า"อำเภอปรางค์กู่ มีผู้ติดเชื้อโควิดทั้งสามระดับ คือ แดง เหลือง และเขียว กลุ่มแดงจะถูกส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศรีสะเกษ กลุ่มเหลืองจะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปรางค์กู่ ในขณะที่กลุ่มเขียวจะให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนาม"

ขณะที่ นายเทวศน์ มีศรี นายอำเภอปรางค์กู่ กล่าวว่า เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผู้ติดเชื้อโควิดที่กลับคืนถิ่นเป็นจำนวนมากในขณะนี้ จะแยกผู้ติดเชื้อออกเป็นสามระดับ โดยเฉพาะตอนนี้ระดับสีเขียว ทาง มูลนิธิสุนีย์ อินฉัตร ได้มอบอาคารว่าง 1 หลัง รองรับผู้ป่วยระดับสีเขียว ขณะนี้ เครือข่ายอำเภอปรางค์กู่กำลังปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสม สำหรับพยาบาล ผู้ป่วยชาย และหญิง        

ทางด้าน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มจร กล่าวว่า ตอนนี้ตนเองกำลังระดมกำลังลูกศิษย์สาขาสันติศึกษา มจร และญาติโยมทั่วไป เพื่อจัดหาเตียงและที่นอนสำหรับผู้ป่วย 20 ชุด พัดลม 20 ชุด และกล้องวงจรปิด 6 ตัว เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เข้าออก

จึงถือโอกาสนี้ เชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ติดเชื้อโควิด ที่กำลังพักอาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน เพื่อจะได้นำเข้ามารับการรักษาอย่างเป็นระบบต่อไป      

สำหรับผู้มีศรัทธา รวมบริจาคได้ทั้งเงิน อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องอุปโภค บริโภค อุปกรณ์ทางการแพทย์  สามารถบริจาคได้ที่หมายเลขบัญชี ธ.ธกส.ชื่อบัญชี  ชมรมคนปรางค์กู่ไม่ทิ้งกันหรือหากสงสัยประการใดติดต่อได้ที่ นายชูชีพ สืบทรัพย์ โทร.045-697067