ข่าวประชาสัมพันธ์
'นักศาสนา-ปรัชญา'แนะปฏิรูปปชช.คู่การเมือง
04 พ.ค. 57 | ข่าวมหาวิทยาลัย
463
ข่าวมหาวิทยาลัย
'นักศาสนา-ปรัชญา'แนะปฏิรูปปชช.คู่การเมือง
วันที่ ๐๔/๐๕/๒๐๑๔ เข้าชม : ๒๙๔๙ ครั้ง

'นักศาสนา-ปรัชญา'ลงจากหิ้ง แนะปฏิรูปปชช.คู่การเมืองฟื้นพระราชธรรม : สำราญ สมพงษ์รายงาน

               ความจริงแล้วศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ด้วยวัย 85 ปี ได้สร้างคุณูปการให้กับชาติและศาสนามามากมาย ควรจะพักผ่อนให้สบายในบั้นปลายชีวิต ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลังดูแลบ้านเมืองต่อไปโดยไม่ต้องกังวัล

               แต่ในภาวะที่บ้านเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ การเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วประจันหน้ากัน บางครั้งก็วุ่นวายบางครั้งก็ใกล้จลาจล บางครั้งก็เฉียดฉิวกับการเป็นสงครามกลางเมือง ดำเนินมาอย่างนี้ต่อเนื่อง 7 ปีแล้ว ยังไม่เห็นทางออกและจุดจบจะเป็นอย่างไร

               ด้วยความห่วงใย ในฐานะที่ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์เป็นนักศาสนาและปรัชญาคลุกคลีกับการเมืองมา บ้างเป็นถึงสมาชิกวุฒิสภา ประกอบกับอาจารย์เป็นราชบัญบัณฑิตจึงได้มีแนวความคิดว่าจะนำหลักทั้งสองด้าน นี้มาเป็นแสงสว่างให้กับการเมืองและสังคมไทยได้อย่างไร จึงเกิดการปาฐกถาราชบัญฑิตสัญจรเรื่อง "บทบาทของศาสนาและปรัชญาต่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองไทยปัจจุบัน" ขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 2 พ.ค.2557 โดยอาศัยโอกาสจัดงานวันจำนงค์ ทองประเสริฐ และวันอายุวัฒนมงคล 85 ปี ที่ชาว มจร จัดต่อเนื่องมาครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 12 แล้ว

               ได้เชิญนักศาสนาและปรัชญาทั้ง 3 ศาสนาและคือพุทธ คริสต์ และอิสลามมาร่วมแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ พร้อมเสนอผลงานประกอบและจัดพิมพ์รวมเป็นหนังสือชื่อ "พุทธศาสตร์ศึกษากับประชาคมอาเซียน" แจกให้กับผู้มาร่วมงาน ง่ายต่อผู้มีหน้าที่นำแนวคิดไปประยุกต์ใช้


อธิการบดี"มจร"แนะปฏิรูปปชช.คู่การเมืองฟื้นพระราชธรรม


               เริ่มจากพระพรหมบัณทิต อธิการบดี มจร ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ได้ปาฐกถานำความว่า เวลานี้มีการพูดกันมากถึงคำว่า "ปฏิรูป" คือการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นตรงกับศัพท์ทางศาสนาก็คือ "ปฏิสังขรณ์"  โดยจะต้องอาศัยความอดทนและเวลา ไม่เหมือนกับคำว่า "ปฏิวัติ" ที่ทำได้ง่ายกว่าเพราะใช้กำลัง

                "ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงขณะนี้ 82 ปีแล้วก็ยังพูดเรื่องปฏิรูปกันอยู่ไม่รู้จบ ความจริงน่าจะเลิกพูดกันได้แล้วเดินหน้าต่อไป เพราะการเมืองไทยมีประสบการณ์มามากแล้ว และที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะโทษนักการฝ่ายเดียวคงไม่ได้ต้องโทษประชาชนด้วย  ดังนั้นหากจะมีการปฏิรูปการเมืองก็จะต้องมีการปฏิรูปประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนเป็นอย่างไรนักการเมืองก็เป็นเช่นนั้น จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำให้เสียงประชาชนให้เป็นเสียงสวรรค์ให้ได้ ส่วนจะปฏิรูปก่อนหรือหลังนั้นก็ว่าตามความเหมาะสม" อธิการบดี มจร กล่าวและว่า

                การเมืองนั้นต้องนำหลักศาสนาและปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะว่าเมื่อมีการถ่ายโอนพระราชอำนาจมาสู่ประชาชนแล้ว แต่ไม่ได้ถ่ายโอนพระราชธรรมมาด้วย จึงมีการพูดกันแต่เรื่องพระราชอำนาจแต่ไม่พูดถึงพระราชธรรม จึงเป็นเหตุให้การเมืองถูกกล่าวหามีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งพระราชธรรมนั้นก็คือหลักศาสนาและปรัชญานั้นเอง  ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองต้องไปฟื้นพระราชธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชธรรมในรา ชวงศจักกรี แม้นแต่หลักธรรมในพระพุทธศาสนาก็คือทศพิธราชธรรม

                พระพรหมบัณฑิต กล่าวด้วยว่า ดังนั้นศาสนาปรัชญาจะช่วยสังคมอย่างไรนั้นก็คือต้องเอาหลักธรรมในคัมภีร์ออก มาเป็นหลักของชาติให้ได้ อย่างเช่นพระบรมราโชวาทที่ว่า "จงเลือกคนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง" นั้นก็มีการทำวิจัยมามากแล้ว "มจร" เองก็มีวิทยานิพนธ์อยู่มาก ก็ต้องนำมาดูว่ามีผลกระทบต่อสังคมหรือไม่ มีใครเอาไปพูดเอาไปเขียนหรือไม่ นำไปบัญญัติในกฎหมายหรือไม่  หากไม่มีก็ถือว่าไม่บทบาทต่อการปฏิรูปการเมือง หากยังอยู่ในหิ้งหรือในตู้ ก็เท่ากับว่าไม่สามารถแปรหลักศาสนาปรัชญาให้มีฤทธิเดชอะไร

 

แนะเรียนปรัชญาโดยเฉพาะนักการเมือง

                อธิการบดี มจร  กล่าวถึงหลักปรัชญาว่า ก็คือความเชื่อที่ตกผลึกหรือเรียกว่า "โลกทัศน์" ที่มีอยู่กันทุกคน แต่ไม่ได้เรียกว่าเป็นนักปรัชญาเพราะว่าไม่มีระบบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล สามารจตรวจสอบได้ จึงทำให้ความเชื่อนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานเพียงศาสนาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีเหตุผลรองรับจึงเรียกว่าความเชื่อนั้นเป็นนักปรัชญา

                "เมืองไทยหากมีการเรียนปรัชญากันมากๆก็จะไม่การะเลาะกันเหมือนทุกวันนี้และ เจริญไปนานแล้ว   เพราะนักปรัชญานั้นไม่มีใครที่พูดเหมือนกันแต่เขาไม่ทะเลาะกัน นักการเมืองเองหากเป็นนักปรัชญาด้วยก็จะฉลาดมากกว่านี้" พระพรหมบัณฑิต กล่าวและว่า

                เมืองไทยเป็นวิภัชชวาทีไม่ได้ยึดแนวทางใดทางหนึ่งถูกตรงตามหลักพระพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาแห่งปัญญา หากนักการเมืองนำมากำกับแล้วและเดินทางสายกลาง  ก็จะสามารถคุยกันได้ปรับความคิดเข้าหากันแล้ว การเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ แล้วก็จะเห็นบ้านเมืองมีความสุขด้วย "สุขา สังฆัสสะ สามัคคี"

 

"กีรติ บุญเจือ"จี้ผู้ตรวจการแผ่นดินปรับบทบาทให้ชัด

                ขณะที่นายกีรติ บุญเจือ ราชบัญฑิต อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย นักวิชาการศาสนาคริสต์และปรัชญา กล่าวว่า สังคมไทยปัจจุบันนี้มีปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ร้ายแรง แต่ก็ไม่มีการกำหนดให้ชัดเจนว่าอะไรคือเรื่องร้ายแรง จนทำให้เรื่องความขัดแย้งทางสังคมรุกลามบานปลายก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่อง ที่ร้ายแรงหรือไม่

                "นอกจากนี้รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับคำว่า "จริยธรรม" มากกว่า "ศีลธรรม" เท่ากับเป็นการลดบทบาทของนักศาสนาและปรัชญาลง และเท่ากับเป็นการให้ความสำคัญกับนักการเมืองและนักกฎหมายละเลงบ้านเมืองให้ วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ประกอบกับหลักสูตรที่เกี่ยวกับปรัชญานั้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆก็กำหนดให้สอน เป็นวิชาเลือก ทั้งๆที่ศาสนาและปรัชญามีความสำคัญฝึกอบรมพลเมืองมีศีลธรรม" นายกีรติ กล่าว

               พร้อมกันนี้นายกีรติมีข้อเสนอแนะไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินโดยตรงโดยให้ศึกษา เป้าหมายทั้ง 4 ให้ชัดเจนคือการบริหารที่ดี การบังคับใช้กฎหมาย จริยธรรมและคุณธรรมว่า การบริหารปกครองประเทศต้องมี 4 เป้าหมายแบ่งหน้าที่กันชัดเจนและเชี่ยวชาญการปฏิบัติงานต่างกันคือนักกฎหมาย นักปรัชญา นักการศาสนา และนักรัฐศาสตร์ผู้ประสานงานระหว่าง 3 บทบาทแรกอย่างแนบเนียน จัดองค์กรให้มีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็น กฎหมาย


นักวิชาการศาสนาอิสลามแนะมองปชต.มุมวัฒนธรรม-จิตวิทยา

               ด้านนายพิเชษฐ์ กาลามเกษตร์ ราชบัญฑิต นักวิชาการศาสนาอิสลาม ก็มีความเห็นตรงกันว่า ต้องนำหลักศาสนธรรมเข้ามาสู่การเมือง เพราะความพยายามปฏิรูปการเมืองไทยปัจจุบันเน้นหนักประชาธิปไตยเชิงการเมือง หรือเชิงขั้นตอนวิธีการประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องและสำเร็จได้โดยตรงอาศัยมิติอื่นที่ ไม่ค่อยเป็นที่กล่าวถึงกันคือประชาธิปไตยในเชิง "วัฒนธรรม" หรือเชิง "จิตวิทยา"  และมีความเป็นห่วงอย่างมากที่คนในสังคมเริ่มรับได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น


แนะใชัหลักคิด"เดล คาร์เนกี"วิเคราะห์ปัญหา

               ส่วนนายบรรจบ บรรณรุจิ นักวิชาการพระพุทธศาสนา เห็นว่าวันนี้ทางออกของการเมืองไทยดูตีบตันเพราะยังมองไม่เห็นสาเหตุที่แท้ จริงว่ามาจากอะไร จริงๆแล้วสถานการณ์ที่เห็นอยู่อาจจะไม่ใช่ของจริงก็ได้ จึงเป็นภาระหน้าที่ของเราต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้ว่ามันคืออะไร

               พร้อมกันนี้นายบรรจบจึงได้เสนอให้นำแนวคิดของ เดล คาร์เนกี มาวิเคราะห์ปัญหา คือ 1.ต้องเขียนปัญหา 1,2,3,ลงไปแล้วดูว่าแต่ละปัญหามาจากสาเหตุอะไร 2.เมื่อรู้ปัญหาและสาเหตุปัญหาแล้วต้องพิจารณาต่อไปว่าเราจะแก้ปัญหาไหน ก่อน-หลัง 3.ต้องหาวิธีว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร 4.พบแล้วลงมีปฏิบัติทันที ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนในมรรคมีองค์ 8 คือเริ่มต้นจากการตั้งสติและพยายามใช้ปัญญาแก้ปัญหา

               "เราไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงนักการเมืองให้ถึงขั้นบรรลุธรรม แต่ต้องการเพียงแค่ให้ "จิตใจของเขามีธรรม" คือเห็นโทษและสาเหตุของการแตกแยก เห็นทางออกและวิธีจะช่วยให้ออกจากการแตกแยกทั้งหมดตรงตามความเป็นจริง แล้วช่วยกันคิดยุติความแตกแยกนั้นอย่างถูกต้อง ซึ่งก็ต้องสัมพันธ์กับการใช้ "สัมมาวาจา" คือพูดในทางให้เกิดความปรองดอง "สัมมากัมมันตะ" แสดงพฤติกรรมและ "สัมมาอาชีวะ" ดำเนินชีวิตมุ่งไปสู่ความปรองดอง" นักวิชาการพระพุทธศาสนาผู้นี้ตั้งความหวัง

               จะเห็นได้ว่าสังคมไทยไม่จนปัญญาที่จะหาทางออกให้กับประเทศ อยู่ที่ว่าเราจะตั้งสติร่วมกันแล้วแก้ปัญหากันอย่างที่นักศาสนาและปรัชญาแนะ หรือไม่ "เราหยุดแล้วท่านซิหยุดหรือยัง"

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 04-05-2557


แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend
แสดงความคิดเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • สำนักงานพระสอนศีลธรรม มจร จัดอบรมผู้ประเมินสถานศึกษาอาชีวศึกษาวิถีพุทธ รุ่นที่ ๔ ภายใต้โครงการ
    27 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    346
  • Phra Panyavajrapandit, Assoc. Prof. Dr., Vice Rector for Academic Affairs, and Phramaha Somchai Kittipanyo, Dr., Head of the Department of Foreign Languages, were assigned by the Most Venerable Phra Brahmawatcharatheeracharn, Prof. Dr., Rector, to perform duties as lecturers and lead meditation retreats at the Dharma Gate Buddhist College in Hungary, an affiliated institution of Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
    26 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    396
  • พิธีเปิดโครงการสัมมนานิสิตปฏิบัติศาสนกิจและนิสิตปฏิบัติงานบริการสังคม รุ่นที่ ๗๑
    21 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    632
  • มูลนิธิศิษย์เก่า มจร มอบทุนการศึกษา ๑๒๐ ทุน ฉลองวาระครบ ๒ ทศวรรษ การประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร ณ มจร วังน้อย
    07 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    1401
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ้าไตรและไทยธรรม ถวายแด่พระวิปัสสนาจารย์ ในพิธีปิดโครงการพัฒนาบุคลากรและนิสิตเพื่อเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ประจำมหาวิทยาลัย สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    04 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    1651