ข่าวประชาสัมพันธ์
จุฬาฯคลอดแล้ววิจัย'อีก20ปีพระกับการเมือง แนะพระเป็นกลาง นักการเมืองอย่าดึงมาเป็นแนวร่วม
10 ก.พ. 57 | ข่าวมหาวิทยาลัย
327
ข่าวมหาวิทยาลัย
จุฬาฯคลอดแล้ววิจัย'อีก20ปีพระกับการเมือง แนะพระเป็นกลาง นักการเมืองอย่าดึงมาเป็นแนวร่วม
วันที่ ๑๐/๐๒/๒๐๑๔ เข้าชม : ๔๒๙๒ ครั้ง

30 ม.ค.2557 ตามที่ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ผู้อำนวยการ ได้ถวายทุนทำวิจัยเกี่ยวกับพระกับการเมือง ให้กับพระจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จำนวน 2 ทุนๆละ 150,000 บาท คือหัวข้อเรื่อง "แนวโน้วบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า" พระที่รับทุนคือ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย และเรื่อง "พระสงฆ์กับสงครามที่ยุติธรรม" พระที่รับทุนคือพระมหาสมบูรณ์ วุฒิกโร รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ตั้งแต่ปี 2555 นั้น

ล่าสุดพระมหาหรรษาได้เปิดเผยว่า ศ.กิตติคุณปรีชา ได้แจ้งให้ทราบว่า คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (2556-2576) โดยมิได้มีการแก้ไข" ดังนั้นผู้ใดประสงค์จะอ่านบทสรุปงานวิจัยสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ลิงค์ http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=1730&menutype=1&articlegroup_id=278 ส่วนผู้ใดประสงค์จะอ่านงานฉบับสมบูรณ์สามารถอ่านได้ที่ห้องสมุดจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาฯ และห้องสมุดอื่นๆ ซึ่งจะเข้ารูปเล่มและส่งไปให้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผลงานวิจัยดังกล่าวมีข้อเสนอต่อพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมทั้งต่อพระสงฆ์และนักการเมืองในต่อไป ยกมาเป็นบ้างส่วนดังนี้

 

 

ข้อเสนอแนะต่อพระสงฆ์ในเชิงปัจเจก

 


(1) การเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง จึงควรมีจุดยืนที่ถูกต้อง และเที่ยงธรรม พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไปสนับสนุน หรือต่อต้านระบอบการเมือง กลุ่มการเมือง หรือนักการเมืองใดๆ ที่ตนชื่นชอบและเกลียดชังเป็นการส่วนตน แต่ควรมีเมตตา และอุเบกขา พระสงฆ์อาจจะทำหน้าที่เป็น “มัคคุเทศก์” ในการชี้แนะแนวทางแก่นักการเมืองที่มีภูมิคุ้มกันทางคุณธรรมและจริยธรรมที่บกพร่อง และพร้อมที่จะมอบธรรม และคำแนะนำที่เหมาะสมแก่ระบบการเมือง กลุ่มการเมือง และนักการเมืองต่างๆ ในเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม และสอดรับกับความต้องการและสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

(2) อันตรายที่พระสงฆ์ควรระวังเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็คือ ลาภ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง การหวังผลในสิ่งเหล่านี้จะทำให้ตัวพระสงฆ์ขาดอิสรภาพในการดำรงสถานะของความเป็นกลางทางการเมือง แทนที่จะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม และผู้นำทางวิญญาณของประชาชน และนักการเมืองทั่วไป กลับกลายเป็นเครื่องมือและบริวารของนักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์นักการเมือง

(3) สถานการณ์บางอย่างสะท้อนว่า แม้กฎหมายจะห้ามพระสงฆ์ไม่ให้เข้าไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งทางการเมือง แต่ในเชิงพฤตินัยพระสงฆ์ได้ให้การสนับสนุนนักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองค่อนข้างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่นักการเมืองบางกลุ่มเข้าไปร่วมกิจกรรม และสนับสนุนกิจกรรมของบางวัด ผลเสียที่จะตามมาคือ สำนักต่างๆ อาจจะคำนึกถึงความอยู่รอดของตัวเองโดยไม่ใส่ใจต่อความอยู่รอดของพระศาสนา เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งเข้ามามีอำนาจบริหารจัดการรัฐ กิจกรรมที่สัมพันธ์กับนักการเมืองจะลดลง และให้ความสำคัญน้อยลง ฉะนั้น การวางตนเป็นกลางไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบนักการเมือง กลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองก็ตาม โดยไม่แสดงออกในเชิงของการให้คุณและให้โทษแก่นักการเมือง และพรรคการเมืองย่อมเป็นตัวแปรสำคัญที่จะรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ในระยะยาว

 

 

ข้อเสนอแนะต่อสถาบันสงฆ์

 

(1) จากข้อเสนอของนักวิชาการที่คาดหวังต่อสถาบันสงฆ์เพื่อเข้าไปมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสันติสุขให้แก่ประชาชนและสังคมนั้น ผู้วิจัยเห็นว่า เห็นควรจัดตั้งสถาบัน หรือกลุ่มงานด้านจัดการความขัดแย้งในทุกๆ จังหวัด โดยกำหนดให้ 1 จังหวัด 1 ศูนย์จัดการข้อพิพาททั้งประเด็นสิ่งแวดล้อม ครอบครัว วัด ชุมชน วัฒนธรรม และมิติอื่นๆ ในจังหวัดนั้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษา และวิเคราะห์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความขัดแย้ง และเป็นศูนย์กลางในการจัดการความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

(2) จากความคาดหวังของนักวิชาการ และนักประชาธิปไตยในสังคมไทย มุ่งหวังให้พระสงฆ์เข้าไปร่วมมือกับรัฐ และภาคเอกชนต่างๆ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ฐานรากโดยเริ่มจากชุมชนนั้น สถาบันสงฆ์ควรปรับทิศทางการพัฒนาพระสงฆ์ให้เรียนรู้และเข้าใจการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะจับมือกับหน่วยงานภาครัฐจัดหลักสูตรประกาศนียบัตรเกี่ยวกับพระสงฆ์ยุคใหม่กับการพัฒนาประชาธิปไตย แล้วให้พระสงฆ์ได้เข้าไปทำหน้าที่ในการพัฒนาพลเมืองที่พึงประสงค์ในพุทธศตวรรษที่ 26 ตั้งแต่ระดับชุมชนฐานราก

(3) ปัจจุบันนี้ พระสงฆ์บางรูปเข้าไปดำเนินกิจกรรมกับนักการเมืองอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีการขึ้นเวทีเพื่อแสดงความเห็น และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันสงฆ์ในวงกว้าง ในกรณีที่พระภิกษุเข้าไปแสดงออกทางการเมืองแล้วก่อให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องและเหมาะสมนั้น สถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระสงฆ์กระแสหลัก และมีพระภิกษุนักวิชาการที่เข้าใจ และเชี่ยวชาญในหลักการพระพุทธศาสนา เห็นควรให้นำพระสงฆ์เหล่านั้นมาเป็นคณะทำงานในชุดอนุกรรมการเพื่อร่วมหาทางตอบคำถามสื่อมวลชน หรือค้นคว้าทำวิจัยเพื่อหาแนวทางในการจัดการกับประเด็นเหล่านั้น

 

 

ข้อเสนอแนะต่อนักการเมืองและผู้นำทางการเมือง

 

(1) จากกรณีที่พระสงฆ์ และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ไม่มั่นใจในท่าที และแนวทางการพัฒนาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอด และมั่นคงได้ จึงเป็นผลให้พระสงฆ์ และนักวิชาการเหล่านั้น ออกมาเรียกร้องเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการใช้สิทธิในการเลือกตั้งนักการเมือง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในการปกป้อง และคุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่นักการเมือง หรือชนชั้นปกครองจะต้องอธิบาย และหาแนวทางพัฒนาพระพุทธศาสนาให้สอดรับกับความต้องการของพระสงฆ์ และนักวิชาการจำนวนมากที่ห่วงใย ซึ่งการเข้าไปศึกษา และพัฒนาให้สอดรับกับข้อเรียกร้องจะเป็นการปิดพื้นที่ไม่ให้พระสงฆ์ได้ใช้ข้ออ้างดังกล่าวเข้ามาสู่การเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองกับกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ยากยิ่งขึ้นไปด้วย

(2) จากข้อสังเกตต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 ที่ปิดพื้นที่มิให้พระสงฆ์แสดงออกทางการเมืองโดยการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภานั้น แนวทางดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสอดรับกับวัฒนธรรม หรือประเพณีทางการเมืองที่เคยปฏิบัติตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รัฐจะมีชุดอธิบายอย่างไร จึงจะทำให้พระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เรียกร้องมิให้มีการจำกัดสิทธิดังกล่าว เพราะการจำกัดเช่นนั้น ถือว่าเป็นการทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญมีการย้อนแย้งกันเอง การร่างกฎหมายรัฐธรรมฉบับใหม่ในอนาคต เชื่อมั่นว่าพระสงฆ์รุ่นใหม่จะเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนประเด็นกฎหมายในลักษณะดังกล่าว จึงเสนอให้ผู้นำทางการเมืองเปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และเมื่อแต่ละฝ่ายยอมรับเป็นฉันทามติแล้ว ย่อมจะทำให้การอธิบายเหตุผลเพื่อสนับสนุนต่างๆ มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น

(3) จากที่นักการเมืองตั้งข้อสังเกตของพระสงฆ์ต่อการวิพากษ์นักการเมือง และกล่าวหาว่า “ไม่ใช่กิจของพระสงฆ์” และมีท่าทีในเชิงลบต่อพระสงฆ์นั้น จึงเป็นการสมควรที่นักการเมืองจะต้องเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกับพลเมือง หรือสื่อมวลชนโดยทั่วไป และในขณะเดียวกัน หากมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่สุจริตจนก่อให้เกิดการหมิ่นประมาท นักการเมืองสามารถฟ้องร้องได้อยู่แล้ว ความจริงแล้ว นักการเมืองควรน้อมรับต่อท่าทีดังกล่าว และดำเนินตามกรอบ “ปริปุจฉา” คือ การเข้าไปหาสมณะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่างๆ อันจะเกิดประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

(4) จากการที่กลุ่มคนต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นที่นักการเมืองชักจูง หรือโน้มน้าวพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” เพื่อให้ได้มาซึ่งผลในการเลือกตั้งจากประชาชนนั้น จึงเสนอว่า นักการเมืองจำเป็นต้องระมัดระวังบทบาทและท่าทีดังกล่าว เพราะการดำเนินการเช่นนั้นอาจจะได้รับการเลือกตั้งอันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน แต่อาจจะนำไปสู่ผลเชิงลบต่อพระสงฆ์ และสถาบันสงฆ์ในระยะยาวมากยิ่งขึ้น เพราะพระสงฆ์หรือวัดในชุมชนมิได้เป็นสมบัติส่วนตัวของนักการเมืองหากแต่เป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกพรรคการเมืองจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ เพื่อให้พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของทุกกลุ่มในสังคมและชุมชนตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สังฆัง สรณัง คัจฉามิ”

(5) นักการเมืองควรประสานความร่วมมือกับพระสงฆ์ในการพัฒนาพลเมือง สนับสนุนทั้งงบประมาณ และเครื่องมือในการพัฒนา โดยเริ่มต้นการศึกษาทำความเข้าใจพุทธธรรมให้ถ่องแท้ โดยมีพระสงฆ์เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำให้คำแนะนำ ทั้งในด้านการศึกษา และปฏิบัติ นักการเมืองมีปัจจัยเพียบพร้อม ถวายความสะดวกให้แก่พระสงฆ์โดยตั้งใจว่า “พระสงฆ์รูปใดที่ยังไม่มาก็ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้บำเพ็ญสมณธรรมอย่างสันติสุข” โดยการถวายความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ท่าน เพื่อเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาพลเมืองร่วมกับนักการเมือง

(6) ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจในการบริหารบ้านเมือง จนนำไปสู่การแบ่งฝ่าย และเกลียดชังซึ่งกันและกันตามที่ปรากฏในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา (2545-2557) นักการเมืองไม่ควรที่จะอาศัยช่วงจังหวะดังกล่าวดึงพระสงฆ์ทั้งในเชิงองค์กร และปัจเจกบุคคลเข้ามาเป็นแนวร่วม หรือเป็นสัญลักษณ์เพื่อสร้างความยอมรับ และความชอบธรรมทางการเมือง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองการปกครองควร “กัน” พระสงฆ์ออกจากพื้นที่ดังกล่าวด้วยการเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้แสดงบทบาทในการเรียกร้อง หรือสร้างความปรองดองของประชาชนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ

(7) จากข้อสังเกตของนักวิชาการ และพระสงฆ์จำนวนมากที่ชี้ชัดว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา รัฐ หรือผู้นำทางการเมืองได้กันพื้นที่ของศาสนา หรือศีลธรรมออกจากการเมือง คงเหลือไว้เฉพาะการให้ศาสนาเป็นเครื่องมือตอบสนองพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น ผลเสียที่ตามมาจึงทำให้นักการเมือง หรือผู้นำทางการเมืองขาดคุณธรรมจริยธรรมจนนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นในกิจกรรมและโครงการต่างๆ จึงเห็นสมควรให้ผู้นำทางการเมืองได้เร่งสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการปรับบูรณาการศีลธรรมกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และนำหลักการดังกล่าวมาพัฒนาให้เป็น “วิถีชีวิต” ที่นักการเมืองต้องปฏิบัติให้สอดรับกับการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีต่อไป

 


ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 30-01-2557


แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend
แสดงความคิดเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • สำนักงานพระสอนศีลธรรม มจร จัดอบรมผู้ประเมินสถานศึกษาอาชีวศึกษาวิถีพุทธ รุ่นที่ ๔ ภายใต้โครงการ
    27 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    316
  • Phra Panyavajrapandit, Assoc. Prof. Dr., Vice Rector for Academic Affairs, and Phramaha Somchai Kittipanyo, Dr., Head of the Department of Foreign Languages, were assigned by the Most Venerable Phra Brahmawatcharatheeracharn, Prof. Dr., Rector, to perform duties as lecturers and lead meditation retreats at the Dharma Gate Buddhist College in Hungary, an affiliated institution of Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
    26 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    367
  • พิธีเปิดโครงการสัมมนานิสิตปฏิบัติศาสนกิจและนิสิตปฏิบัติงานบริการสังคม รุ่นที่ ๗๑
    21 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    604
  • มูลนิธิศิษย์เก่า มจร มอบทุนการศึกษา ๑๒๐ ทุน ฉลองวาระครบ ๒ ทศวรรษ การประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร ณ มจร วังน้อย
    07 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    1373
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ้าไตรและไทยธรรม ถวายแด่พระวิปัสสนาจารย์ ในพิธีปิดโครงการพัฒนาบุคลากรและนิสิตเพื่อเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ประจำมหาวิทยาลัย สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    04 ก.พ. 69 | ข่าวมหาวิทยาลัย
    1614