วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๒.๓๐ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อทรงเปิดอาคาร “พระเทพวัชรสารบัณฑิต (ประสาร จนฺทสาโร)” ซึ่งสร้างขึ้นจากงบประมาณที่จัดสรรจากรัฐบาล เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๓ ชั้น ยาว ๔๖ เมตร กว้าง ๒๒ เมตร มีพื้นที่ใช้สอย ๑,๙๕๖ ตารางเมตร จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารอเนกประสงค์ใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากร มีห้องประชุม และยังมีห้องเรียนอัจฉริยะเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนนิสิตอีกด้วย สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีมติให้ใช้ชื่อว่า อาคาร “พระเทพวัชรสารบัณฑิต (ประสาร จนฺทสาโร)” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นพระเถระที่มีชาติภูมิจังหวัดร้อยเอ็ดและมีคุณูปการต่อวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดในหลายด้าน





ปัจจุบันวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดเปิดทำการสอนในระดับประกาศนียบัตร ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก มีนิสิต นักศึกษา รวมจำนวน ๖๘๓ รูปหรือคน มีบุคลากรสายวิชาการและสายปฏิบัติการวิชาชีพ รวมทั้งสิ้น ๔๙ รูปหรือคน โดยมีพระเทพวชิรคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าอาวาสวัดบ้านเปลือยใหญ่ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประจำวิทยาลัยสงฆร้อยเอ็ด มีพระวัชรคุณบัณฑิต ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจของมหาวิทยาลัยที่ว่า “มหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ และสร้างพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม เสริมสร้างงานกิจการคณะสงฆ์” โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาปัญญา และคุณธรรมนำสันติสุขสู่สังคมอย่างยั่งยืน
โอกาสนี้ ทรงปลูกต้นอินทนิลบก และทอดพระเนตรนิทรรศการประวัติ “พัฒนาการวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด” เป็นพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย จากวันวานสู่วันหน้า เพื่อพัฒนาเป็นวิทยาเขตสาเกตนคร พันธกิจแห่งการสร้างคุณค่าสู่คณะสงฆ์และสังคม จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ยั่งยืน ผลงานเด่นเชิงประจักษ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์เพื่อสังคม และสืบสานปณิธานการศึกษาสู่อนาคต ภายใต้ร่มพระเมตตาบารมี นับเป็นครั้งที่ ๒ ที่วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้