ข่าวประชาสัมพันธ์
เมื่อพระ มจร วิภากย์การเมือง
26 ก.ค. 49 | ข่าวมหาวิทยาลัย
580
ข่าวมหาวิทยาลัย
เมื่อพระ มจร วิภากย์การเมือง
วันที่ ๒๖/๐๗/๒๐๐๖ เข้าชม : ๑๕๔๓๔ ครั้ง

เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วัดศรีสุดาราม บางขุนนนท์ จัดงานวันบุรพาจารย์ปีที่ ๖ เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันเริ่มต้นการเปิดเรียนของมหาวิทยาลัยที่มีมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมจัดเสวนาเรื่อง พระพุทธศาสนากับการเมือง โดยพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และอภิปรายเรื่อง แนวคิดพอเพียงกับการเมืองและสังคมไทย วิทยากรร่วมด้วย พระราชปัญญาเมธี พระสุธีวรญาณ

พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า วันหนึ่งเราบอกว่า ประเทศไทยบริหารเศรษฐกิจได้ดีมาก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชีย แต่พอเราขาดธรรมาภิบาล แล้วในที่สุดประเทศไทยเราก็ต้องตกกระป๋อง เป็นฟองสบู่แตก เป็นเช่นนี้เพราะว่าเราขาดธรรมะนั่นเอง ในวงการเศรษฐกิจขาดธรรมะขึ้นมามันก็กลายเป็นฟองสบู่ชั่วครู่ชั่วยามไม่ใช่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดังนั้นเศรษฐกิจไทยเราต้องอัดฉีดธรรมะเข้าไป มิฉะนั้นมันก็จะอยู่ได้ไม่นาน ในทำนองเดียวกัน การเมืองการปกครองบ้านเมืองก็เช่นเดียวกัน ถ้าขาดธรรมะ ประเทศไทยก็อยู่ไม่ได้ ความสามัคคีที่มีอยู่ก็เป็นรวมการเฉพาะกิจ พอได้อำนาจกันขึ้นมาแล้วแตกความสามัคคี แตกก๊กแตกเหล่า ในที่สุดการบริหารประเทศมันไปไม่รอด เพราะฉะนั้นที่ตั้งคำถามว่า ธรรมะกับการเมือง เป็นการเรียกหาให้ธรรมะเข้าไปอยู่ในวงการการเมือง ดังที่เราเรียกหาให้ธรรมะเข้าไปอยู่ในวงการเศรษฐกิจ พอธรรมะเข้าไปอยู่ในเศรษฐกิจได้ ก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ทำลายในตัวมันเอง เป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ โตขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็แตกหายสลายไป เศรษฐกิจที่มีธรรมะกลายเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน การเมืองที่ทำดีมีธรรมะอยู่ในพรรคการเมืองจะทำให้การเมืองนั้นพัฒนาไปแบบยั่งยืน การบริหารการจัดการก็จะอยู่แบบยั่งยืน ที่ไม่ได้ทำลายตัวมันเองเหมือนเศรษฐกิจฟองสบู่ อำนาจที่เราแสวงหามากลายเป็นอำนาจที่ทำลายตัวผู้มีอำนาจก็เป็นได้ถ้าไม่มีธรรมะ เพราะถ้ามีอำนาจแบบเบ็จเสร็จ เหมือนกับการผลิตเหล็กที่มีความเข้มแข็ง

อธิการบดี มจร.บอกด้วยว่า คนเราที่มีอำนาจก็เหมือนมีเหล็กอยู่ในมือ แต่แล้วมันจะมีสนิมเหล็กเกิดขึ้น ใครมีอำนาจอยู่ในมือแต่ไม่มีธรรมะ วันหนึ่งสนิมเหล็กจะทำลายผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้นอำนาจมันจะทำให้เราทำอะไรผิด ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งเกิดช่องว่างที่จะเกิดการสูญเสียมากและเป็นการทำลายได้มาก ดังนั้น อำนาจจะอยู่ได้นานแบบยั่งยืนต้องมีธรรมะ จึงเป็นที่มาที่ต้องมาพูดธรรมะกับการเมือง เราจะเห็นได้ว่าอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องแม้กระทั่งในวงการศาสนา ในวงการบริหารทุกอย่างแต่ที่เราพูดกันวันนี้คือ อำนาจประชาธิปไตยสูงสุดในการปกครอง เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ แล้วอำนาจมาจากไหน อำนาจก็มาจากการสืบสันติวงศ์ ก็จะเป็นราชาธิปไตย เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นจักรพรรดิ์ ส่วนอำนาจที่ตามคณะปกครองเรียกว่า คณาธิปไตย เป็นรูปแบบของรัฐบาลที่ดำเนินการโดยกลุ่มคนกลุ่มเดียว ผู้ปกครองจะมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์และควบคุมเสรีภาพในการดำเนินชีวิตทุกด้าน ทั้งนี้ อธิบการบดี มจร. ยกตัวอย่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ในที่สุดก็มองมามองไป นางอินธิรา คานธี ธิดาของ นายกฯ เนรูห์ เพราะดูเป็นคนเรียบร้อย จึงยกนางอินธิราให้เป็นใหญ่ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บรรดาพวกเขี้ยวลากดินทั้งหลายที่ขัดแย้งกัน ในที่สุดก็เลยไม่ได้เป็น เราเรียกว่า ตาอินกับตานาแย้งกัน ตาอยู่เลยเอาไปกิน เหมือนในสมัยนี้ที่เราหาคนกลาง เพราะจะแย้งกันว่าจะเอาใครมาดูแลมาเป็นกรรมการกลางในระดับประเทศ ปรากฏว่า พอนางอินธิรา ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

"สมเด็จมหาวีรวงศ์ ท่านบอกว่า โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยากกว่าที่คิด ธารชีวิตจะรุ่งโรจน์ ต้องรู้โง่รู้ฉลาดปราดเปรื่องตน โง่สิบหน ดีกว่าเก่ง เก่งเดี๋ยวเดียว เหมือนสุนทรภู่เก่งเกินไป คนเราธรรมะไม่ค่อยมีก็แสดงกันไป แต่จะอยู่ได้ไม่ยั่งยืน ก่อนได้ก็ร้องไห้ขอคะแนน รักประชาชนเหลือเกิน ทำให้ประชาชนเลือกเข้ามา พอได้เป็นแล้วมีอำนาจก็ลืมไม่ลงพื้นที่ทำตามสัญญา ในที่สุดเลือกตั้งใหม่ก็จะไม่ได้รับเลือก นี่แหละอำนาจไม่ยั่งยืน บางคนไปส่งเสริมคนที่ไม่มีธรรมะมันก็เลยไม่ได้เรื่อง ดังนั้นเราต้องส่งเสริมคนที่มีธรรมะเข้าไปมีอำนาจ" พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวทิ้งท้า

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ ๒๕ ก.ค.๔๙ หน้าพระเครื่อง



เว็บไซต์อ้างอิง
  Web Link : http://www.komchadluek.net/2006/07/25/j001_30749.php?news_id=30749
แหล่งข่าว : ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ
Print This Page    Sent to Friend
แสดงความคิดเห็น