ข่าวประชาสัมพันธ์
วพท ร่วมพิธีปิดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง
06 พ.ย. 62 | ข่าวมหาวิทยาลัย
115



วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 10.00 น. พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มอบหมายให้ พระมงคลธีรคุณ, ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต  และคณะ มจร เข้าร่วมพิธีปิด “ธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง”

ซึ่งได้จัดพิธีปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ที่ “นครวัด” ประเทศกัมพูชา

หลังจากขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขงเดินทางไกลมา 18 วัน ใน 5 ประเทศ คือ ไทย  เมียนมา เวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา ในที่สุดมาถึงพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง

โดยในงานพิธี สมเด็จพระสังฆราชาเทพวงศ์ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กล่าวสัมโมทนียกถาในฐานะประธานสงฆ์ว่า “ธรรมยาตรา” เป็นหนทางสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจในหลักธรรมคำสอน ที่จะใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน

ประเทศแถบลุ่มน้ำโขงนับถือพุทธศาสนา มากว่า 2,000  ปี และพุทธศาสนาได้ลงหลักปักฐานกลายเป็น วัฒนธรรม ประเพณีของดินแดนลุ่มน้ำโขง แม้ประเทศแถบลุ่มน้ำโขงจะเป็นดินแดนพุทธ แต่พุทธศาสนิกชนจำนวนมากไม่มีความเข้าใจใน แก่นธรรม จึงเป็นเหตุให้เกิด สงคราม วิกฤติทางการเมือง “วิกฤติทางสังคม” นั่นเป็นเพราะขาด พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

สมเด็จพิชัย เสนา เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในระหว่างพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง ว่าถือเป็นงานที่มีความสำคัญกับประเทศลุ่มน้ำโขง โดยมีพุทธศาสนา เชื่อมความสัมพันธ์  และสร้างสันติภาพให้กับประเทศลุ่มน้ำโขง

โครงการธรรมยาตรา ยังเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมความสัมพันธ์ทั้ง 5 ประเทศในทุกมิติ คือ ด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมกัมพูชา ยังกล่าวด้วยว่า หลังราชอาณาจักรกัมพูชากลับสู่ความสงบสุข หลังสงครามกับกลุ่มเขมรแดง ทางรัฐบาลได้ฟื้นฟูพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงสงครามกว่า 3 ปี 8 เดือน ทั้งประเทศตกอยู่ในความมืดมน หวาดกลัว และพุทธศาสนาถูกทำลายลง

นับตั้งแต่มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาในราชอาณาจักรกัมพูชา ประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธมีความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้ง

 

สมเด็จพิชัยเสนา เตีนบัน ย้ำว่า พิธีบวงสรวงที่ปราสาทนครวัดซึ่งเป็นมรดกโลก ถือเป็นไฮไลท์ของพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน และถือเป็นครั้ง “ประวัติศาสตร์” ที่รัฐบาลอนุญาตให้หน่วยงานจากต่างประเทศเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาให้ความสำคัญ และเปิดกว้างกับมิตรประเทศ โดยมีศาสนาพุทธ เชื่อมโยงประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง

ในช่วงหนึ่งของพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย แกนหลักในการจัดงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน กล่าวขอบคุณสมเด็จอัครมหาเดโชฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ที่เมตตาให้จัดพิธีบวงสรวงที่ “นครวัด” อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์รุ่งเรืองยาวนาน

ขบวนธรรมยาตราเคลื่อนไปในทุกพื้นที่ล้วนได้รับการต้อนรับจากประธานสงฆ์ ผู้นำสงฆ์ ผู้นำรัฐบาล องค์กรภาคี และพุทธบริษัท แสดงให้เห็นว่า “ชาวพุทธ”เปรียบเสมือน”ญาติธรรม” ที่มี”พ่อ” คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมี “แม่” คือ “แม่น้ำโขง” หล่อเลี้ยงชีวิต

ขบวนธรรมยาตราที่ใช้เวลาเดินทาง 18 วัน ด้วยระยะทาง 2,400 กิโลเมตร  ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากพุทธคยา อินเดีย 16 ต้น พร้อมเคลื่อน"เสาเสมาธรรมจักร" และ"ธงฉัพพรรณรังสี" เป็นสัญลักษณ์ของ"การหมุนกงล้อแห่งธรรม"  ที่เกิดจากดำริก่อนละสังขารของ"พระอาจารย์ใหญ่มหาผ่อง สะมาเลิก" อดีตประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ที่ให้ใช้แนวทาง”พุทธพลิกสุวรรณภูมิ”  ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์อีกนับพันปี

สำหรับพิธีบวงสรวงอุทิศถวายดวงวิญญาณ"พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 "ที่”ปราสาทนครวัด” มีสมเด็จสังฆราชเทพวงศ์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  มีการนิมนต์สวดชยันโต ถวายเครื่องสักการะ สวดธรรมอุทิศ ถวายเพลงพิณพาทย์  ถวายระบำบวงสรวงและเทพมโนรมย์

จากนั้นเป็นพิธีสวดมนต์พระปริตร และนิมนต์พระสงฆ์อุทิศถวายดวงวิญญาณพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกัมพูชา สวดสรภัญญะ สมาทานศีล ถวายเมตตาธรรม เป็นอันเสร็จพิธีบวงสรวงครั้งประวัติศาสตร์

18 วันที่ขบวนธรรมยาตราเคลื่อนไปใน 5 แผ่นดิน สัญลักษณ์แทนองค์พระศาสดา “เสาเสมาธรรมจักร” “ธงฉัพพรรณรังสี” ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ได้ถูกปักลงในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5  เป็นการหมุน”กงล้อแห่งธรรม”และ"ขับเคลื่อนกองทัพธรรม" ด้วยการรวบรวมชาวพุทธ กุลบุตร กุลธิดา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หลอมรวมใจด้วยพลังศรัทธา เพื่อธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงตลอดไป

 


ข่าว : วิทยาลัยพระธรรมทูต , เพจวัดไทยพุทธคยา

รายงาน: พระมหาสมาน ชาตวิริโย, ดร.

ภาษาอังกฤษ : พระสิริวรรณะ สิริวณฺโณ

ภาพ :  วิทยาลัยพระธรรมทูต , พระมหาศุภกิจ สุภกิจฺโจ

แสดงความคิดเห็น