พระนครศรีอยุธยา – 29 ตุลาคม 2569: วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปีแห่งการก่อตั้งวิทยาลัยอย่างยิ่งใหญ่ ณ มจร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โชว์ศักยภาพการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งมิติทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ และความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยปีนี้มุ่งเน้นประเด็นท้าทายระดับโลกอย่างบทบาทของพระพุทธศาสนากับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
กิจกรรมภาคเช้า: เวลา 07.30 น. มีการจัดพิธีสักการะพระพุทธโสธรจำลอง ณ อาคาร มวก. 48 พรรษา และพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) บริเวณด้านหน้าอาคาร ดร.ยุวรี เอื้อกาญจนวิไล (พิพิธภัณฑ์พระไตรปิฎก)

พิธีเปิดงาน: เวลา 09.00 น. พระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถา โดยได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์และก้าวต่อไปของ "วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC)" ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) ก่อตั้งขึ้นภายใต้เป้าหมายที่จะผลักดันให้ มจร เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนานานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณที่เล็งเห็นถึงความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและอาคารสถานที่ แม้ในปัจจุบันจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาอาจยังมีประมาณ 300–400 รูป/คน แต่ในมิติด้าน "คุณภาพ" นับตั้งแต่ดำเนินการในรูปแบบ International Master of Arts Program (IMAP) วิทยาลัยฯ ได้ผลิตบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถ ซึ่งก้าวไปมีบทบาทสำคัญทั้งในทางคณะสงฆ์และหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศ ดังนั้น ภารกิจสำคัญต่อจากนี้คือการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างยั่งยืน”

อธิการบดีกล่าวเน้นย้ำว่า “ในส่วนของการผลิตบัณฑิตชาวไทย วิทยาลัยฯ มุ่งหวังที่จะสร้างบัณฑิตผู้มีความเป็นเลิศทั้งด้านวิชาการพระพุทธศาสนาและทักษะภาษาอังกฤษควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายเรื่องความมั่นใจในการใช้ภาษาต่างประเทศของนิสิตไทย ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องสร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรคนรุ่นใหม่ของ มจร ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาตนเองสู่การเป็นสายวิชาการ ด้วยการจัดสรรโควตาหรือมอบทุนการศึกษาในสายพุทธศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรเหล่านี้ และสำหรับก้าวต่อไปในอนาคต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องขับเคลื่อนเพื่อก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลก" โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การพัฒนาระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตร: โดยจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์มากกว่าร้อยละ 50 และกำหนดให้มีการเรียนออนไซต์เฉพาะภาคปฏิบัติหรือภาคกรรมฐาน ทั้งนี้ จะต้องขยายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันสมทบในต่างประเทศ เพื่อให้นิสิตสามารถนำหน่วยกิตมาต่อยอดสู่การรับปริญญาในสาขาที่เปิดสอนได้
2. การสร้างความหลากหลายของนิสิตต่างชาติ: แม้ปัจจุบันจำนวนนิสิตต่างชาติจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่ยังคงต้องขยายฐานการรับสมัครอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของนิสิตให้เพิ่มมากขึ้น
3. การยกระดับตัวชี้วัดความเป็นนานาชาติด้านบุคลากร: แม้ด้านจำนวนนิสิตจะบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่มหาวิทยาลัยยังคงต้องการบุคลากรสายวิชาการที่มีความเป็นนานาชาติอีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องเร่งส่งเสริมและพัฒนาองค์ประกอบในส่วนนี้”
ในช่วงท้าย พระพรหมวัชรธีราจารย์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า "เรามีภารกิจร่วมกันในภูมิภาคนี้ ซึ่งผูกพันกันด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนามายาวนาน แม้บางประเทศจะเปลี่ยนผ่านไปสู่บริบททางศาสนาอื่น แต่รากฐานทางวัฒนธรรมเชิงพุทธยังคงฝังลึกอยู่ การส่งมอบองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่ประเทศเหล่านี้ จึงถือเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ที่จะช่วยสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ทั้งในมิติของวัตถุธรรมและนามธรรม เพื่อให้ธำรงอยู่เป็นสมบัติของประชาคมโลกสืบต่อไป"

ปาฐกถาพิเศษ: ไฮไลต์สำคัญทางวิชาการที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการปาฐกถาพิเศษ โดย พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหัวข้อ "Does AI Enhance Educational Potential or Undermine It?" ซึ่งองค์ปาฐกได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับจริยธรรมไว้ว่า
"ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเสมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่ง AI ช่วยทลายข้อจำกัด ขยายขอบเขตการเรียนรู้ และสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาได้อย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากปราศจากจริยธรรม สติ และวิจารณญาณในการใช้งาน AI ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่บ่อนทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์และสร้างความเหลื่อมล้ำ หน้าที่ของสถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนา คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม มากกว่าจะตกเป็นทาสของมัน"
จากนั้นประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป รับเครื่องไทยธรรม เจริญพระพุทธมนต์ และให้พรแก่ผู้ร่วมงาน

กิจกรรมภาคบ่าย: มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ โดยนิสิตของวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) และเจาะลึกทิศทางในอนาคตผ่านการบรรยายพิเศษหัวข้อ "IBSC: Reflecting on the past and looking to the future" (IBSC: สะท้อนอดีตและมองสู่อนาคต) โดย รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ

รศ.ดร.สุรพล ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและบทบาทสำคัญของ พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อนจัดตั้งวิทยาลัยว่า "การกำเนิดของ IBSC ถ้าเราเหลียวหลัง การจัดการศึกษาต่อยอดจากบัณฑิตวิทยาลัยเปิดหลักสูตรระดับปริญญาโท จาก International Master of Arts Program (IMAP) จากนั้นได้ขยายหลักสูตร International ชาวพุทธโลกมาประชุมที่ประเทศไทย เนื่องจากสหประชาชาติให้การรับรองวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของโลก เสนอโดยประเทศศรีลังกา เมื่อสหประชาชาติรับรองหมายถึง มนุษยชาติให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ฉะนั้นจึงได้จัดประชุมวันวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งแรกที่ประเทศไทย และมีการจัดประชุมที่ประเทศไทยถึง 17 ครั้ง โดยชาวพุทธทั่วโลกได้ลงมติให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก โดยให้พุทธมณฑลเป็น Buddhist Center in the World และมีมติให้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (MCU) เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลก ให้เถรวาท มหายาน และวัชรยานมาศึกษาร่วมกัน ประจวบเหมาะกับ มจร จะขยาย IMAP ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น จัดการศึกษานานาชาติ โดย พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. (อุปนายกสภามหาวิทยาลัย) ได้น้อมรับมติของชาวพุทธทั่วโลก และเสนอรัฐบาลไทยว่ามหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องจัดตั้งวิทยาลัยขึ้นเพื่อรองรับมติของชาวพุทธทั่วโลก จนกระทั่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อจัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (International Buddhist Studies College - IBSC MCU) ขึ้นอย่างเป็นทางการ"
นอกจากนี้ ในรายงานต่อประธานในพิธีของผู้อำนวยการระบุความสำคัญตอนหนึ่งว่า วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) ซึ่งปัจจุบันมีนิสิตอยู่ 496 รูป/คน ยังมีโอกาสและพื้นที่ในการเติบโตอีกมาก จึงเตรียมขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1. การพัฒนาระบบการเรียนควบ 2 ปริญญา (Dual Degree) เพื่อสร้างพุทธศาสตรบัณฑิตที่มีความรู้แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล
2. การจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยนพระธรรมทูตทั่วโลก เพื่อขยายเครือข่ายระดับโลกและสร้างเวทีปฏิบัติการจริงในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
3. การบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันสมทบเพื่อผนึกกำลังกับสถาบันสมทบทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่เข้มแข็ง

พิธีปิดงาน: พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ประธานคณะกรรมการประจำวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เมตตาเดินทางมาเป็นประธานในพิธีปิดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 13 ปี วิทยาลัยพุทธศาสตรนานาชาติ (IBSC) โดยประธานในพิธีได้กล่าวปิดงาน โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า
“ความสำเร็จของการจัดงานครบรอบ 13 ปีในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำของวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร ที่ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก แต่ยังเป็นสถาบันที่สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่า เข้ากับพลวัตแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”




