ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง นโยบายให้หรือรับของขวัญแก่ ผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชา และบุคลากรมหาวิทยาลัยในช่วงเทศกาล หรือช่วงระยะเวลาอื่นๆ ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๙
พระนครศรีอยุธยา — วันที่ 15 กันยายน 2569 พระราชสุทธิวัชรสุธี, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้การต้อนรับคณาจารย์จากภาควิชาปรัชญาและวัฒนธรรมตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตโย (Toyo University) ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติระหว่างสองสถาบัน
พระนครศรีอยุธยา - วันที่ 14 กันยายน 2569 สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนิสิตบัณฑิตศึกษาและประชาชนทั่วไป ครั้งที่ 14 โดยได้รับความเมตตาจาก พระพรหมวัชรธีราจารย์,ศ.ดร.อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี Ayutthaya – 14 September 2026, the Vipassanadhura Institute of Mahachulalongkornrajavidyalaya University held the certificate presentation and closing ceremony for the 14th Vipassana Meditation Retreat for graduate students and the general public. The ceremony was kindly presided over by Prof. Dr. Phra Brahmawatcharatheeracharn, Rector of MCU.
เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน แสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม พันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ งานบริการวิชาการได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาลงสู่ชุมชน งานทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้ทำหน้าที่เป็นรากแก้วค้ำจุนแผ่นดิน และธรรมาภิบาลพร้อมด้วยโรดแมพจากอธิการบดีได้นำพาองค์กรก้าวไปอย่างมั่นคงแล้ว อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ประกาศศักดาความเป็นสากลตลอด ๑๓๙ ปีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือการทำหน้าที่ "ปักธงธรรมจักรบนแผนที่โลก" ผ่านวิสัยทัศน์และการดำเนินงานด้านกิจการต่างประเทศอย่างเข้มข้น
เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน แสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม พันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ งานบริการวิชาการได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาลงสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้ทำหน้าที่เป็นรากแก้วค้ำจุนแผ่นดินแล้ว อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญที่ขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคงตลอด ๑๓๙ ปี คือการยึดมั่นในหลัก "ธรรมาภิบาลนำทางก้าวสู่การบริหารจัดการสมัยใหม่"
เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง ณ มจร วังน้อย อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน แสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม พันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ และงานบริการวิชาการได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาลงสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนแล้ว อีกหนึ่งพันธกิจอันทรงคุณค่าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณความเป็นไทยและพุทธศาสนามาตลอด ๑๓๙ ปีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือการทำหน้าที่เป็น "รากแก้วแห่งแผ่นดิน" ผ่านพันธกิจด้านการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมั่นคง ระบบรากฐานการศึกษารองรับผู้เรียนนับหมื่นอย่างไร้พรมแดน และแสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม รวมทั้งพันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่แล้ว พันธกิจหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของประชาชนอย่างแท้จริงตลอด ๑๓๙ ปี คือการขับเคลื่อน “การบริการวิชาการแก่สังคม” ให้เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาสู่การพัฒนาสังคมยั่งยืน ซึ่งเข้าถึงรากหญ้าและรับใช้มวลมนุษยชาติอย่างไม่เคยหยุดยั้ง
เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน และแสงสว่างแห่งปัญญาได้กระจายตัวออกไปรับใช้สังคมแล้ว อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ก้าวล้ำนำสมัยตลอด ๑๓๙ ปี คือ พันธกิจด้านการวิจัยและพัฒนา ที่มุ่งมั่นสะพานเชื่อม "พุทธปัญญาดั้งเดิม" เข้ากับ "วิทยาการสมัยใหม่" อย่างกลมกลืน
ย้อนกลับไปเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ท่ามกลางเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ เสียงระฆังแห่งการศึกษาพระพุทธศาสนาจึงเริ่มกังวานขึ้น ณ ใจกลางพระนคร
ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มของการสถาปนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ามกลางร่มเงาของวัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์และวัดศรีสุดาราม การศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงเริ่มต้นขึ้นด้วยพระนิสิตรุ่นแรกจำนวนหลักสิบ เป็นกลุ่มก้อนขนาดกะทัดรัดที่ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการสืบสานพระราชปณิธานเพื่อธำรงพระพุทธศาสนา