เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง ณ มจร วังน้อย อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน แสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม พันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ และงานบริการวิชาการได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาลงสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนแล้ว อีกหนึ่งพันธกิจอันทรงคุณค่าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณความเป็นไทยและพุทธศาสนามาตลอด ๑๓๙ ปีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือการทำหน้าที่เป็น "รากแก้วแห่งแผ่นดิน" ผ่านพันธกิจด้านการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมั่นคง ระบบรากฐานการศึกษารองรับผู้เรียนนับหมื่นอย่างไร้พรมแดน และแสงสว่างแห่งปัญญาได้รับการจุดประกายผ่านบัณฑิตผู้รับใช้สังคม รวมทั้งพันธกิจด้านการวิจัยได้หลอมรวมพุทธปัญญาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่แล้ว พันธกิจหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของประชาชนอย่างแท้จริงตลอด ๑๓๙ ปี คือการขับเคลื่อน “การบริการวิชาการแก่สังคม” ให้เป็นสะพานเชื่อมพุทธปัญญาสู่การพัฒนาสังคมยั่งยืน ซึ่งเข้าถึงรากหญ้าและรับใช้มวลมนุษยชาติอย่างไม่เคยหยุดยั้ง
เมื่อรากฐานทางกายภาพแผ่ขยายมั่นคง อ้อมแขนแห่งการศึกษารองรับผู้คนนับหมื่นชีวิตอย่างไร้พรมแดน และแสงสว่างแห่งปัญญาได้กระจายตัวออกไปรับใช้สังคมแล้ว อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ก้าวล้ำนำสมัยตลอด ๑๓๙ ปี คือ พันธกิจด้านการวิจัยและพัฒนา ที่มุ่งมั่นสะพานเชื่อม "พุทธปัญญาดั้งเดิม" เข้ากับ "วิทยาการสมัยใหม่" อย่างกลมกลืน
ย้อนกลับไปเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ท่ามกลางเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ เสียงระฆังแห่งการศึกษาพระพุทธศาสนาจึงเริ่มกังวานขึ้น ณ ใจกลางพระนคร
ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มของการสถาปนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ามกลางร่มเงาของวัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์และวัดศรีสุดาราม การศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงเริ่มต้นขึ้นด้วยพระนิสิตรุ่นแรกจำนวนหลักสิบ เป็นกลุ่มก้อนขนาดกะทัดรัดที่ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการสืบสานพระราชปณิธานเพื่อธำรงพระพุทธศาสนา
เมื่อรากฐานทางกายภาพมั่นคง ณ Main Campus วังน้อย พระนครศรีอยุธยา และอ้อมแขนแห่งการศึกษาแผ่ขยายโอบกอดผู้คนนับหมื่นอย่างไร้พรมแดนแล้ว พันธกิจอันเป็นหัวใจหล่อหลอมจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตลอด ๑๓๙ ปีที่ผ่านมา จึงมิใช่เพียงการผลิตบัณฑิตให้มีใบปริญญาประดับเกียรติเท่านั้น หากแต่คือการจุดประกาย "แสงสว่างแห่งปัญญา" ตามพุทธสุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย “ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต” (ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก) เพื่อส่งมอบพลังแห่งธรรมะบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ออกไปรับใช้สังคมและมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง
วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กำหนดจัด โครงการปฐมนิเทศนิสิตใหม่ และโครงการให้ความรู้และทักษะด้านการประกันคุณภาพการศึกษาแก่นิสิต ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ ณ อาคารสมเด็จพระพุทธาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ ณ อาคารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) สถาบันวิปัสสนาธุระ ชั้น ๒ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ป.ธ.๙ , ศษ.บ., พธ.ม. , Ph.D. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ รองเจ้าคณะภาค ๕ รองแม่กองบาลีสนามหลวง และรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยต่ออีกสมัย นับเป็นการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 ติดต่อกัน
วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ น. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระพรหมวัชรธีราจารย์,ศ.ดร. อธิการบดี จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและเจริญพระพุทธมนต์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๔ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ อาคารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) สถาบันวิปัสสนาธุระ